ระดับความน่าสนใจ : A
เคยสงสัยมั้ยว่า “ครอบครัว” ของเราผูกพันกันด้วยอะไร?

“Shoplifters” คือผลงานล่าสุดของผู้กำกับ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ เจ้าของผลงานชิ้นเยี่ยมมากมาย ทั้ง Nobody Knows, Like Father, Like Son, Our Little Sister และ After the Storm ซึ่งครั้งนี้เป็นการพาผู้ชมไปสำรวจครอบครัวที่ต้องดำเนินชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆ ผ่านเรื่องราวของ “โอซามุ” กรรมกรที่ใช้เวลาหลังเลิกงานในการลักเล็กขโมยน้อย เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว โดยมี “โชตะ” ลูกชายคอยเป็นผู้ช่วย แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อทั้งคู่บังเอิญพบกับ “ยูริ” เด็กหญิงตัวน้อยที่มอมแมมและหิวโหย ซึ่งถูกทิ้งอยู่ตามลำพัง พวกเขาจึงนำเธอกลับมาที่บ้าน ซึ่งทำให้สมาชิกในครอบครัวที่เหลือไม่ค่อยพอใจ แต่ทั้งหมดก็ดูแลเด็กคนนี้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าการมาของเด็กผู้หญิงคนนี้ จะทำให้ครอบครัวเล็กๆของพวกเขาต้องสั่นสะเทือนและเผยความลับที่ถูกซ่อนอยู่ออกมา

“Shoplifters” ดำเนินเรื่องผ่านเหตุการณ์ชีวิตประจำวันที่อาจจะดูปกติธรรมดาๆของตัวละครต่างๆ แต่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้ชมได้อย่างน่าทึ่ง หนังตั้งคำถามถึงความหมายของการเป็น “ครอบครัว” ได้อย่างน่าขบคิด ว่า “หากเราสามารถเลือกคนในครอบครัวเองได้” มันจะมีความสุขมากกว่ารึเปล่า? รวมถึงคำถามง่ายๆที่ว่า “เราผูกพันกันด้วยอะไร” ความห่วงใย? ผลประโยชน์? เงิน? นิสัย? ความไร้ตัวตน ความเหงาหรือการถูกทิ้งขว้างจากคนที่ไม่สนใจ? ซึ่งคำตอบของแต่ละครก็ล้วนแตกต่างกันไป

หนึ่งในฉากที่ดีมากๆในเรื่องคือฉากที่ตัวละคร โนบุโยะ และ ยูริ อาบน้ำด้วยกันในห้องน้ำเล็กๆในบ้าน ภาพเด็กสาวตัวน้อยไร้เดียงสา โชว์แผลเป็นบนแขนให้โนบุโยะได้เห็นครั้งแรก ก่อนที่เธอจะแสดงให้เห็นรอยแผลบนแขนของตัวเองที่เกิดจากสาเหตุเดียวกันให้เด็กหญิงได้ดูเช่นกัน มันเป็นเหตุการณ์ที่เรียบง่าย แต่งดงามและทรงพลังมากพอที่จะบีบน้ำตาเราให้ไหลออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะมันเหมือนสะท้อนถึงการเข้าใจกันระหว่างตัวละครที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันทางสายเลือด แต่คือความเจ็บปวดในอดีตที่ต่างได้รับมาเหมือนๆกัน คนที่เคยเจ็บ เคยโดนทำร้ายมาก่อน ย่อมเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นได้ดีที่สุด ยิ่งภาพเด็กหญิงตัวน้อยพยายามใช้มือถูที่บาดแผลของ โนบุโยะ เบาๆ เหมือนอยากจะทำให้ความเจ็บปวดนั้นหายไป พร้อมคำพูดของโนบุโยะเองที่พูดว่า “มันไม่เป็นไรแล้ว มันไม่เป็นอะไรแล้ว” อย่างอ่อนโยนก็ยิ่งทำให้ฉากนี้เป็นอะไรที่บดขยี้หัวใจผู้ชมจนยากที่จะต้านไหว

ความสัมพันธ์ระหว่าง โนบุโยะ และ ยูริ ยังนำไปสู่อีกฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเรื่อง เมื่อครอบครัวนี้ ตัดสินใจที่จะเลี้ยงดู ยูริ ต่อไปด้วยตนเอง พวกเขาจึงนำเสื้อผ้าของเด็กหญิงในวันที่พบเจอมาเผาทิ้ง โดยที่ โนบุโยะ เองก็ตั้งใจให้ ยูริ ได้เห็นสิ่งเหล่านั้นถูกเผาไหม้อยู่ตรงหน้า เหมือนเป็นการพร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่

“คนที่เค้ารักเรา เค้าจะไม่มีวันตีเรา ทำร้ายเรา แต่เขาจะทำแบบนี้….(โอบกอด)….” โนบุโยะ กล่าวพร้อมน้ำตา ก่อนจะกอด ยูริไว้แน่น กลายมาเป็นภาพที่งดงามและเจ็บปวดไปพร้อมกัน

ความสัมพันธ์ ระหว่าง “โอซามุ” และ “โชตะ” ก็ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจไม่แพ้กัน แม้ฝ่ายพ่อจะสอนให้ลูกชายลักขโมย แต่เขาก็ไม่เคยตบตีหรือดุด่าลูกคนนี้เลย หวังแค่เพียงให้ลูกเรียกเขาว่า “พ่อ” สักครั้ง ส่วน โชตะ เองก็พยายามจะทำตามสิ่งที่ได้เรียนรู้มาเคร่งครัด กระทั่งการมาของ ยูริ ที่ทำให้โชตะ ไม่ได้เป็นแค่ลูก แต่การมีสถานะใหม่เป็น พี่ชาย ก็เป็นเรื่องใหม่ที่เขาต้องเผชิญหน้าอย่างไม่มั่นใจ

หนึ่งในฉากที่ดีระหว่าง โอซามุ และ โชตะ ก็คือภาพของสองพ่อลูกที่วิ่งไล่จับกันในลานจอดรถแสนเงียบสงบ กลางค่ำคืนที่มีแสงสว่างอันน้อยนิดจากหลอดไฟทอดลงไปกลางลาน มันคือความสุขที่เรียบง่ายและในขณะเดียวกันก็เป็นความสุขที่เป็นดั่งแสงเล็กๆในเมืองอันกว้างใหญ่นี้

ครอบครัวนี้ยังมีตัวละครอีก 2 ราย นั่นคือ “อากิ” สาววัยรุ่นที่ทำงานเป็น Chat Phone และ “คุณยายฮัตสุเอะ” ที่ต่างเข้ามานำเสนอเรื่องราวของการใช้ชีวิตและหารายได้มาจุนเจือตัวเองด้วยวิธีที่ต่างกันตามวัย

โดยสรุป “Shoplifters” เป็นเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นล่างที่สะท้อนทั้งประเด็นปัญหาสังคมและสถาบันครอบครัวที่ทั้งเจ็บปวดและงดงาม ผ่านการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมและทีมนักแสดงที่ถ่ายทอดบทบาทได้อย่างเป็นธรรมชาติ (โดยเฉพะการแสดงของ ซากุระ อันโดะ ที่มี 100 ให้เต็ม 100 ไปเลย!) ฉากครอบครัวของพวกเขาออกมานอกระเบียงบ้านยามค่ำคืน พร้อมเงยหน้ามองฟ้าที่ไม่เห็นพลุไฟ แต่ได้ยินแค่เสียงพลุดังระเบิด ก็น่าจะสะท้อนความผูกพันของครอบครัวแปลกๆนี้ได้ดีที่สุดกับความงดงามในชีวิตที่มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจ

Advertisements