ระดับคามน่าสนใจ : A-

ความรู้สึกที่ว่าเราปกป้องใครไม่ได้เลย คือตัวผลักดันให้มนุษย์เดินสู่ปากเหว

“Inuyashiki” คือไลฟ์แอคชั่นเรื่องล่าสุดจากมังงะชื่อดังที่มีโอกาสได้เข้าฉายในบ้านเรา ซึ่งส่วนตัวไม่เคยอ่านฉบับมังงะมาก่อน แต่นั่นก็คงไม่ใช่ปัญหาในการดูหนังเรื่องนี้ เพราะเนื้อหาที่ไม่ได้ซับซ้อน แถมผู้กำกับ ชินสุเกะ ซาโต้ (จาก I Am a Hero, Gantz) ก็นำเสนอเรื่องราวออกมาได้เข้มข้น สะเทือนอารมณ์ ที่ปูทางไปสู่ไคลแม็กซ์อันดุเดือดได้อย่างน่าติดตาม

หนังใช้เวลาเพียงช่วง 10 นาทีแรกก็ทำให้ผู้ชมได้รู้จัก อิจิโร่ อินุยาชิกิ หัวหน้าครอบครัววัย 58 ปีกับปัญหาต่างๆและความกดดันในชีวิตที่เขากำลังแบกรับไว้ ตั้งแต่เรื่องการงานที่ยอดขายสินค้าไม่ได้ตามเป้า จนถูกหัวหน้าดุด่า แถมบ้านหลังใหม่ที่เพิ่งซื้อและย้ายเข้ามาอยู่ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจของลูกๆและภรรยาเท่าไหร่ การเป็นสามีก็เหมือนจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงกับภรรยาได้เลย (แค่อยากจะรับน้องหมามาเลี้ยงก็ยังต้องเกรงใจภรรยา) ส่วนลูกสาวคนโตก็มองพ่อตัวเองเป็นพวกขี้แพ้ที่น่าเบื่อ ลูกชายก็เป็นคนเงียบๆและแทบไม่คุยกับพ่อเลย แถมซ้ำร้ายกว่านั้นคือเขาเพิ่งถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งร้ายแรงและจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 3 เดือน

กระทั่งคืนหนึ่งเขาประสบเหตุประหลาดใสวนสาธารณะกลางดึก จนทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นครึ่งคน ครึ่งไซบอร์ก พร้อมพลังเหนือมนุษย์ ซึ่งเขาก็ค่อยๆเรียนรู้ที่จะใช้พลังนี้และใช้มันในการช่วยเหลือผู้คน แต่เรื่องอันตรายก็มาเยือนอินุยาชิกิจนได้ เมื่อ ฮิโระ ชิชิกามิ เด็กหนุ่มมัธยมปลายที่อยู่ในเหตุการณ์ประหลาดครั้งนั้นร่วมกับเขาและได้พลังพิเศษนี้มาเหมือนกันได้เผยตัวออกมา พร้อมประกาศศึกกับประชากรทั่งประเทศญี่ปุ่นและออกไล่ฆ่าผู้คนจำนวนมาก คนเดียวที่จะหยุดหายนะนี้ได้ก็คือคุณลุงอินุยาชิกิเท่านั้น!

ตัวละคร อินุยาชิกิ และ ชิชิกามิ นอกจากจะเป็นคนที่ร่างกายเป็นไซบอร์กเหมือนกันแล้ว ทั้งคู่ยังจัดอยู่ในประเภทคนขี้แพ้ในสังคมที่ชีวิตต้องเจอกับปัญหาต่างๆรุ่มเร้าไม่ต่างกัน ทั้งอินุยาชิกิที่ครอบครัวมีปัญหาและชิชิกามิเองที่เป็นเหมือนผลผลิตของปัญหาครอบครัวอย่างชัดเจน จนเขาเองกลายเป็นคนเงียบๆและชอบเก็บตัว

สิ่งที่น่าชื่นชมอีกข้อก็คือการนำเสนอตัวละคร ชิชิกามิ ที่เราอาจเรียกเขาว่าเป็น “วายร้าย” ได้ไม่เต็มปาก เพราะเขาคือเด็กวัยรุ่นที่ต้องทนต่อการที่ถูกพ่อทิ้งไปแต่งงานใหม่เพื่ออยู่อย่างสุขสบาย ทำให้เขาและแม่ต้องดูแลกันเองในบ้านเล็กๆ ส่วนเพื่อนสนิทในโรงเรียนก็มีเพียงคนเดียว แถมแม่ผู้แสนดียังมาป่วยเป็นโรคร้ายอีก หนึ่งในประโยคที่สะท้อนความนึกคิดของชิชิกามิออกได้มาได้ชัดเจนก็คือ “ทำไมเรื่องร้ายๆถึงเกิดกับแม่ ทั้งที่แม่ไม่ได้ทำอะไรเลย” รวมถึง “ถ้าคนแปลกหน้าที่นายไม่รู้จักถูกฆ่าตายไป นายจะร้องไห้ให้พวกเขาไหม?” ที่ชิชิกามิพูดกับ ช็อคโก (เพื่อนสนิท) หลังกล่าวยกตัวเองเป็นพระเจ้า

ถึงแม้ว่า ชิชิกามิ จะมีแรงจูงใจที่จะกลายมาเป็นวายร้ายสุดเหี้ยมได้ง่ายๆ แต่เขาก็ไม่ใช่ตัวละครที่ดำมืดแบบซะทีเดียว หนึ่งในฉากที่แสดงให้เห็นว่า ชิชิกามิ ยังมีความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจอยู่ในตัวก็คือฉากที่เขาแสดงออกเมื่อถูกเพื่อนสาวร่วมห้องมาสารภาพรักตรงหน้า

“เราไม่สามารถปกป้องใครได้เลย” เป็นประโยคที่ตอกย้ำอยู่ในหัวของ ชิชิกามิ หลังต้องเจอกับความสูญเสียที่สะเทือนใจ จนทำให้ตัวเขาเองกลายเป็น “ระเบิดเวลาแห่งความเกลียดชัง” ที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่วน อินุยาชิกิ เขาต้องเผชิญปัญหาคล้ายกันกับการถูกสมาชิกในครอบครัวตอกย้ำว่า “ไม่มีศักยภาพดีพอที่จะดูแลใครได้” แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ที่จะพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดบนพื้นฐานความถูกต้อง

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ “Inuyashiki” เป็นหนังที่เข้าฉายทุกที่ ถูกเวลาในบ้าเรามากและควรไปดูกันก็คือการแทรกประเด็น “Cyberbullying” เข้ามาได้อย่างเข้มข้น สะเทือนอารมณ์และเต็มไปด้วยความรุนแรงที่ผลักดันตัวละครไปสู่ความสูญเสียและการเอาคืนบรรดาเกรียนคีย์บอร์ดที่สะใจอย่างที่สุด รวมถึงตัวละครผู้สื่อข่าวในเรื่องที่เหมือนเครื่องจักรไร้หัวใจในฉากสัมภาษณ์สดที่ยิงคำถามใส่แม่ผู้ต้องหาแบบไม่ห่วงใยความรู้สึกใดๆของอีกฝ่ายเลย

ด้านนักแสดง โนริทาเกะ คินาชิ สวมบทเป็นลุงไซบอร์กได้ดี แต่อาจจะต้องยอมให้กับการแสดงของ ทาเครุ ซาโต้ (Ajin, Rurouni Kenshin) ที่ผลิกบทมาเป็นวายร้ายที่ต้องจำใจร้ายได้เยี่ยมกับการเป็นคนที่ถูกพรากทุกอย่างในชีวิตไป จนกลายเป็นคนที่เกลียดชังทุกสิ่งบนโลกใบนี้ นับเป็นตัวละครวายร้ายที่ทำให้ผู้ชมเห็นใจและแอบสะใจในการกระทำบางอย่างของเขา ซึ่งตัวละครนี้มีส่วนช่วยยกระดับให้ “Inuyashiki” ก้าวข้ามจากแค่หนังไลฟ์แอคชั่นจากมังงะไปเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มีแตกต่างกับหนังฮีโร่อื่นๆในตลาดตลอดหลายปีมานี้อีกด้วย (ส่วนหนึ่งก็เพราะการมีฉากโหดๆแทรกอยู่ในเรื่องที่เสริมให้เรื่องราวนี้ดูจริงจริง มืดหม่น และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง)

โดยสรุป “Inuyashiki” เป็นไลฟ์แอคชั่นจากมังงะที่ไม่ใช่แค่มอบความบันเทิง แต่ยังแทรกประเด็นสะท้อนปัญหาสังคมและสถาบันครอบครัวได้อย่างเข้มข้น พร้อมฉากแอคชั่นที่จัดว่าทำได้ดี โดยเฉพาะฉากเหตุการณ์กลางย่านชินจุกุที่แสนจะวุ่นวายชวนตื่นตระหนก หรือ ดราม่าเข้มๆที่สะเทือนใจ ซึ่งถ้าใครมองข้ามไป ก็อาจจะพลาดหนังดีๆอีกเรื่องของปีนี้ไปด้วย

 

Advertisements