ระดับความน่าสนใจ : B-

คุณจะหนียังไง ถ้าอยู่ในสายตาของ “มัน” ตลอดเวลา!

ชื่อของผู้กำกับ Ryûhei Kitamura อาจจะไม่คุ้นนัก สำหรับใครหลายๆคน แต่ถ้าพูดถึงชื่อผลงานที่พี่แกเคยกำกับมา หลายคนต้องเคยผ่านตามาบ้างแน่ๆ เพราะนี่คือผู้กำกับชาวญี่ปุ่นเจ้าของผลงานอย่าง Versus, หนังซามูไรสุดเดือดจากมังงะดัง Azumi และผลงานโกอินเตอร์ที่สร้างชื่อให้กับเขาอย่าง The Midnight Meat Train และ No One Lives

โดย “Downrange” เป็นผลงานทุนต่ำชิ้นล่าสุดของ Ryûhei Kitamura ที่เน้นไปที่สถานการณ์ชวนอึดอัดและฉากโหดๆชวนพะอืดพะอม ผ่านเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว 7 คนที่รถยนต์ของพวกเขาเกิดต้องหยุดกลางทาง บนถนนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ โดยสิ่งที่พวกเขาพบก็คือสาเหตุของเหตุการณ์ยางแตกครั้งนี้มาจากการถูกยิงโดยกระสุนปริศนา หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มตกอยู่ในความตื่นตระหนก เมื่อพบว่าพวกตนกำลังถูกซุ่มยิงโดยสไนเปอร์ลึกลับที่โหดเหี้ยมอำมหิต ที่เริ่มเปิดฉากยิงพวกเขาอย่างไร้เหตุผล! สิ่งเดียวที่ป้องกันพวกเขาไว้ได้คือรถที่จอดเสียกลางถนนอันว่างเปล่าคันนี้และไร้วี่แววว่าจะมีรถคันอื่นขับผ่านมา

หนังไม่รอช้ากับการพาผู้ชมเข้าสู่สถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของเรื่อง ซึ่งก็ถือกลางถนนอันว่างเปล่าที่ดูวังเวงเสียเหลือเกิน ก่อนจะใช้เวลาเล็กน้อยแนะนำตัวละครต่างๆและพาผู้ชมสู่ช่วงเวลาเกมการซุ่มยิงกลางแดดร้อนครั้งนี้

กลุ่มตัวละครวัยรุ่นในเรื่องก็จะมีบุคลิกแตกต่างกันไปทั้ง คู่รักหวานซึ้ง สาวติ๋ม สาวเงียบขรึม รวมถึงหนุ่มหล่อและคนที่คิดว่าตัวเองไม่เข้าพวก ซึ่งสิ่งที่ทำให้ “Downrange” น่าติดตามคือการได้เห็นตัวละครใช้วิธีต่างๆในการเอาตัวรอดจากสไนเปอร์โรคจิตกลางถนน ซึ่งเรียกว่าลองกันแทบจะทุกวิถีทางที่ผู้ชมเองก็นึกออกพร้อมกันตามไปด้วย แต่ก็แน่นอนว่ามีทั้งที่คิดว่าพวกเขาทำถูกและบางอย่างก็ดูโง่ๆชวนหงุดหงิด

ผู้กำกับ Ryûhei Kitamura เลือกที่จะนำเสนอตัวละครสไนเปอร์ในแบบฆาตกรโรคจิตที่ดูน่ากลัว (รูปร่างใหญ่/แต่งหน้าพรางตัว/นิยมความรุนแรง) แถมไม่ใช่แค่ว่าจะยิงทุกอย่างที่ขยับ แต่ยังเป็นการยิงแบบเล่มเกมสงครามจิตวิทยากับเหยื่ออีกด้วย ส่วนภาพความโหดในหนังเรื่องนี้ก็ถือว่า “เละ” กันกระจายเต็มถนนเลยเชียว!

โดยสรุป “Downrange” เป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงทักษะของ Ryûhei Kitamura กับการสร้างสรรค์เรื่องราวที่ถือว่าไม่น่าจะมีอะไรได้เลย ให้เป็นเรื่องราวที่ชวนระทึกโหดๆขึ้นมาได้ (ประมาณว่าพล็อตแบบนี้ พี่คิดได้ไง!) ซึ่ง Kitamura นอกจากพี่แกจะกำกับเองแล้ว ยังควบหน้าที่ผู้เขียนบทอีกด้วย แม้หนังจะมีบางช่วงที่ตัวละครทำตัวน่ารำคาญและตัดสินใจชวนหงุดหงิด แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า เรื่องเลวร้ายเกิดได้ทุกที่และสถานการณ์ก็เปลี่ยนคนได้จริงๆ พร้อมหวังว่า Kitamura จะมีโอกาสทำหนังฟอร์มใหญ่ๆ ทุนสูงอีกสักครั้งในอนาคต

Advertisements