ระดับความน่าสนใจ : C+

เคยคิดไหมว่าความรักที่แท้จริงเป็นยังไง?

“Love the Thirteen” เป็นหนัง 5 เรื่องราว 5 รูปแบบความรัก ภายใต้ฝีมือของ 5 ผู้กำกับไฟแรงจาก Love Film Project 1st โดยมีทีมดูแลการสร้างคือ นคท. สมาคมนักศึกษาคริสเตียนไทย รวมถึงเพจ Facebook เกิดมาเพื่อดูหนัง โดยทั้ง 5 เรื่องจะเล่าเรื่องราวต่างตัวละคร ต่างช่วงวัย ต่างมุมมองความรัก รวมถึงโทนของหนังที่แตกต่างกันไปด้วย

เรื่องที่ 1 Unfriend  – ความรักต้องไม่อิจฉา

เรื่องราวของ ฝุ่น และ พลอย 2 สาววัยรุ่นเพื่อนสนิทที่ต้องมา Unfriend กันในโลก Online เพียงเพราะเรื่องของความอิจฉากัน และมีผู้ชายเข้ามาเกี่ยวข้อง!? โดยเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่แสดงถึง “ความแตกต่าง” อยู่หลายจุด เริ่มตั้งแต่ ชื่อของตัวละครที่แสดงถึงความต่างในแง่คุณค่า (ฝุ่น/พลอย) เสื้อของตัวละครที่คนละสี (แดง / เหลือง) ไล่ไปจนถึงพื้นฐานครอบครัวที่อีกฝ่ายมีเพียบพร้อม แต่อีกฝ่ายเหมือนโตมาตัวคนเดียว นอกจากนี้ในแต่ละตอนของ “Love the Thirteen” ก็จะมีกิมมิคเล็กๆเกี่ยวกับความเป็นคริสต์ให้เราได้เห็นหรือผ่านตากัน ซึ่งในตอนนี้ก็จะได้แก่ เลขบนหลังเสื้อของตัวละครสองสาว (1 กับ 13 ที่เป็นเลขเดียวกับชื่อเรื่อง ซึ่งอิงมาจากพระคำภีร์ 1 โครินธ์บทที่ 13) หรือ ตุ้มหูของฝุ่นที่เป็นรูปไม้กางเขนเล็กๆ

ภาพรวมตอนนี้ถือว่าดูมีความใสๆมากที่สุดในบรรดา 5 เรื่อง พร้อมแสดงให้เห็นว่า “ความอิจฉา” ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่ถ้ายิ่งมี ยิ่งอิจฉา ก็มีแต่จะทำร้ายตัวเราเอง แถมอาจจะลามปามไปถึงการทำลายชีวิตผู้อื่นด้วย การดำเนินเรื่องในตอนนี้จะไม่ได้เรียงลำดับเวลาชัดเจน แต่จะสลับไปมา แม้จะมีช่วงท้ายๆที่หนังทำท่าจะสับขาหลอกเพื่อหักมุมผู้ชม แต่จังหวะการนำเสนอที่ขาดจุดพีคทำให้กราฟความน่าติดตามจึงอยู่ในระดับนิ่งๆเรียบๆ ไปจนจบ

ถึงอย่างนั้น ประโยคของฝุ่นที่กล่าวไว้ในตอนเริ่มเรื่องที่ว่า “เราจะรู้ว่า เรารักคนๆนั้นมากแค่ไหน ให้ดูตอนที่เราสูญเสียคนๆนั้นไป” กลับเป็นประโยคที่ครอบหนังทั้งเรื่องไว้ได้ลงตัวที่สุด เพราะใน 5 เรื่องล้วนมีประเด็นการ “การสูญเสีย” และ “การมองเห็นคุณค่าความรัก” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งนั้น

เรื่องที่ 2  ชิน Love 13:5 – ความรักไม่เห็นแก่ตัว

เรื่องราวของคู่รักที่ชีวิตคู่กำลังมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อฝ่ายหนึ่งลืมสัญญาที่ให้ต่อกัน ทั้งคู่ต้องเลือกว่าจะคบกันต่อหรือจะเลิกกัน โดยเนื้อหาและโทนของตอนนี้จะขยับเข้ามามีความจริงจังขึ้นกว่าตอนแรก พร้อมตัวละครที่อยู่ในวัยทำงาน

มองกันตามตรงเนื้อหาของ “ชิน” มันพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่วันหนึ่งเกิดทะเลาะกันขึ้นมาและอีกฝ่ายหายหน้าไปเลย ทำให้ความสัมพันธ์มันอยู่ในจุดที่ค้างคา ไม่รู้ว่ามันจบหรือมันยังคงอยู่กันแน่ในเวลานี้

ความเหมือนอย่างหนึ่งใน “ชิน” และ “Unfriend” คือการได้เห็นตัวละครให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับคนสำคัญในชีวิตผ่านข้อความบนสมาร์ทโฟน ชนิดก้มหน้าก้มตาพิมพ์ ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนอาบน้ำ ซึ่งหลายคนก็เป็นอย่างนั้นจริงๆในโลกจริงๆ โดยในหนังตอนนี้ทำให้เราเห็นว่าเรื่องแบบนี้มันส่งผลกระทบต่อชีวิตในแง่มุมความรักยังไงบ้าง ผ่านเหตุผลที่ตัวละครพระเอก ถามนางเอก (ชื่อ “ชิน” ตามชื่อตอน) ว่าชอบเขาที่ตรงไหน? บางครั้งสิ่งที่เราชอบในตัวใครสักคน หากวันหนึ่งมันหายไป เพราะเขาเลือกที่จะไม่แสดงมันออกมาเลย ความรักมันจะยังคงอยู่ได้ไหม? คนที่เดินจากไป หรือ คนอยู่ที่เดิม ใครกันแน่ที่เป็นคนเห็นแก่ตัว?

ส่วนที่รู้สึกขัดใจในตอนนี้คือตอนจบที่เกิดขึ้นในโบสถ์ เพราะเราไม่รู้ว่าใครคือคนที่มานั่งข้างชินและทำไมถึงต้องมีการร้องเพลง ทั้งที่การพูดคุยธรรมดาๆน่าจะดูปกติและเป็นธรรมชาติมากกว่า

เรื่องที่ 3 MUTE – ความรักไม่ชื่นชมยินดีในความผิด

เรื่องราวของ “ครูแตง” ครูในโรงเรียนชนบทแห่งหนึ่งที่อยากให้โอกาสทางการศึกษากับ “หมี” เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน แต่เหมือนหนทางจะไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิด

การมีตัวละครเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและพูดไม่ได้ เป็นองค์ประกอบที่สามารถสร้างความสะเทือนใจหรือกระชากอารมณ์ผู้ชมได้ง่ายๆ ซึ่งในฉากที่ยายตีหมี เพราะหมีอยากไปเตะบอลกับเพื่อนๆ หลังจากโรงเรียนปฏิเสธที่จะรับหมีเข้ามาเรียน จนเด็กชายเริ่มร้อง พร้อมเสียงตะโกนของยายที่ว่า “เอ็งเล่นไม่ได้ อยู่ตรงนี้ไม่ได้ นี่ไม่ใช่ที่ของเอ็ง!” เป็นฉากที่ส่งอารมณ์ออกมาได้ดีที่สุดของตอนนี้ แต่ก็น่าเสียดายในส่วนที่เหลือของตอนนี้ที่กลับราบเรียบไปจนจบ

บทสรุปของตอนนี้ว่าสุดท้ายแล้วเด็กชายหมีจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนหรือเปล่า ก็ต้องไปชมกันใน MV เพลงประกอบ (เธอทั้งนั้น) เพราะจดหมายจากหมีไปโผล่อยู่ใน MV ตอนท้ายนั่นเอง

เรื่องที่ 4 รัก(ไม่)เก่า – ความรักทนได้ทุกอย่าง

เรื่องราวของพ่อลูก ที่พ่อจมอยู่กับความทรงจำที่ว่าภรรยาของตนเองยังไม่ตาย เพียงเพราะอยากเก็บโกยความสุขและความทรงจำดีๆเอาไว้ แต่ลูกสาวไม่เข้าใจ

เนื้อหาตอนนี้จะเข้าถึงความสัมพันธ์ ความรักของผู้ใหญ่วัยชรา ที่รักกันมานานและฝ่ายชายต้องการเก็บรักษาความทรงจำให้นานที่สุด แม้จะถูกคนในหมู่บ้านมองว่าบ้าและลูกสาวก็คิดว่าพ่อบ้าไปแล้ว (ฉากลูกสาวเดินกลับบ้านและมองเห็นคนแก่รายอื่นๆในหมู่บ้านรดน้ำต้นไม้บ้าง วิ่งออกกำลังกายบ้าง เป็นซีนสั่นๆที่สะท้อนได้ชัดว่าเธอก็คงอยากให้พ่อเธอปกติแบบคนอื่น)

ตอนนี้มีส่วนที่รู้สึกติดขัดในหลายจุด ทั้งฉากเปิดเรื่องที่ตัวละครพูดถึงเรื่องความรัก ซึ่งดูเหมือนฉากเปิดในโฆษณาหรูๆอะไรสักอย่าง ไหนจะบทพูดระหว่างตัวละครที่ดูไม่เป็นธรรมชาติเลย (จริงๆตอนอื่นๆก็มีบทพูดที่ดูประดิษฐ์มาก แต่ตอนนี้คือหนักสุด)

เรื่องที่ 5  Look For Me At Dusk – ความรักอดทนนาน

เรื่องราวการเดินทางเอาชีวิตรอดของสองพ่อลูก ที่ต้องหนีอุกกาบาตลูกใหญ่  พร้อมกับความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกันของทั้งสอง การเดินทางนี้จะกลายเป็นเส้นทางไปสู่ความแตกแยกด้วยความเกลียดชัง หรือ ความรัก?

นับเป็นตอนที่เนื้อหากระโดดไปเล่นใหญ่มากกับเหตุการณ์อุกกาบาตถล่มเชียงใหม่ที่เปิดฉากมาก็ระเบิดกันตูมตาม จนคิดว่านี่มันหนังไมเคิล เบย์ เวอร์ชั่นงบจำกัดหรือเปล่า แต่ต้องยอมรับว่าการที่เราไม่ค่อยเห็นหนังไทยในแนวนี้ ทำให้ภาพรวมของตอนนี้ดูมีความน่าสนใจและน่าเอาไปต่อยอดเป็นหนังใหญ่เดี่ยวๆที่สุด

ตัวละครพ่อลูกในตอนนี้ชวนให้คิดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ริค และ คาร์ล ใน The Walking Dead อยู่หน่อยๆ เว้นแต่ในเรื่องนี้เป็นพ่อกับลูกติดภรรยา แถมฉากความรกร้างของถนนและในป่าก็ยิ่งได้อารมณ์ The Walking Dead อยู่นิดๆเหมือนกัน

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือความพยายามที่จะนำเสนอ ทั้งงาน CG และประเด็นดราม่าที่ผู้กำกับคงต้องการขับมันออกมาให้โดดเด่นเท่าๆกัน แม้จะมีหลายจุดที่ยังชวนให้รู้สึกแหม่งๆอยู่หนักมาก เช่น (………ข้อความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญใครยังไม่ดู ข้ามไปย่อหน้าต่อไปได้เลยครับ…………) อุกกาบาตตกลงใส่บ้านของตัวละครเอก แต่แม่ของพวกเขายังไม่ตาย ชนิดรอดมากได้แบบปาฏิหาริย์โคตรๆแต่สุดท้ายก็ดันมาตายเพราะแก๊สหุงต้มในบ้านระเบิดซ้ำ (เออ…) หรือ หลังจากเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป แต่ฝ่ายพ่อดูเหมือนจะไม่ได้เสียใจอะไรนัก ทั้งๆที่มันน่าจะกระชากอารมณ์ตัวละครทั้งคู่ให้กระจุยไปเลย ก่อนจะมาประสานกันในระหว่างทางที่เหลือ

โดยสรุป “Love the Thirteen” แม้เนื้อหาจะสะท้อนความรักในหลายมุมมอง แต่ก็ไปไม่สุดสักทาง เพราะการนำเสนอที่ยังดูขาดความน่าติดตามในหลายช่วง บวกบทสนทนาที่ไม่เป็นธรรมชาติ และด้วยเวลาที่จำกัดทำให้แต่ละตอนที่ไม่สามารถสร้างมิติตัวละครให้เราจะรู้สึกอินตามเรื่องราวนั้นๆอย่างน่าเสียดาย

Advertisements