ระดับความน่าสนใจ B+

ใหญ่ขั้นทั้งฉากแอคชั่นและขนาดไคจู แต่เสน่ห์บางอย่างกลับหายไป

นับเป็นหนังที่แฟนๆลุ้นให้มีภาคต่อกันพอสมควร กระทั่ง “Pacific Rim Uprising” ก็ถูกสร้างขึ้นมาจนได้ โดยภาคนี้เล่าเรื่องราว 10 ปีต่อมา หลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก ผ่านตัวละครคนรุ่นใหม่อย่าง เจก เพนเตคอสต์ นักขับหุ่นเยเกอร์ลูกชายของวีรบุรุษที่สละชีวิตเพื่อสร้างชัยชนะให้กับมวลมนุษย์ และ อามาร่า เด็กสาวผู้คิดจะสร้างเยเกอร์ด้วยตัวเอง ซึ่งการพบเจอกันของทั้งคู่ได้นำไปสู่การเข้าร่วมหน่วย “แพน แปซิฟิก ดีเฟนส์ คอร์ปส์ (พีพีดีซี)” ซึ่งทำให้เจกต้องเผชิญหน้ากับอดีตอีกครั้งกับการได้ปรับความเข้าใจกับพี่สาวที่ห่างเหินอย่าง มาโกะ โมริ และเจอกับสหายเก่า แลมเบิร์ต ผู้มุ่งมั่นจะฝึกขับขับเยเกอร์รุ่นใหม่

ท่ามกลางการปรากฏตัวของศัตรูลึกลับที่โจมตีเมืองและการกลับมาของเหล่าอสูรยักษ์ไคจู อนาคตของโลกจึงอยู่ในมือของเหล่านักขับเยเกอร์รุ่นใหม่ที่พร้อมจะพิสูจน์ฝีมือ

สิ่งแรกที่น่าสนใจใน Uprising คือหนังจะดึงตัวละครเก่าในภาคแรกกลับมาในทิศทางไหนกันบ้าง โดยเฉพาะรายของ ราลีห์ (รับบทโดย ชาร์ลี ฮันแนม) ตัวละครเอกจากภาคแรกที่รับหน้าที่หนึ่งในนักขับหุ่นยิปซี แดนเจอร์ แต่เหมือน Uprising ก็ไม่ได้ให้ความกระจ่างในจุดนี้เลย ส่วนของ มาโกะ โมริ ที่กลับมาในภาคนี้ พร้อมยศในกองทัพที่สูงขึ้นก็เป็นการกลับมาที่ ‘เสียของ’ ไปหน่อย ด้าน 2 ตัวละครเพื่อนซี้ ดร.เฮอร์แมนน์ ก็อททลีบ และดร.นิวท์ ไกส์ซเลอร์ สองนักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดหลักแหลมและหลงในไคจู ภาคนี้ยังคงมีบทเด่นมากเช่นเคยและสำคัญกว่าที่คาดคิดไว้ด้วย (หนังยังคงใช้ดนตรีประกอบเดียวกับภาคแรกในฉากหุ่นเยเกอร์กำลังจะออกรบ)

ฝั่งนักแสดงใหม่ๆ ตัวละคร เจก  ของ จอห์น โบเยกา นับว่าโดดเด่นที่สุด รองลงมาก็คือตัวละคร แลมเบิร์ต ของ สก็อตต์ อีสต์วู้ด ที่เก็กหน้าเข้มโทนเดียวทั้งเรื่อง แต่ที่น่าจับตาก็คือน้องนักแสดงหน้าใหม่ ไคลี สเปนี่ย์ ที่เรียกว่าฉายแววเป็นนักแสดงดังในหนังอนาคตได้ไม่ยาก ทั้งแววความสวยและฝีมือเวลาเข้าฉากกับนักแสดงอื่นๆรุ่นพี่ ส่วนนักแสดงฝั่งเอเชีย จินเถียน เป็นรายที่เด่นมากที่สุด (ไม่ใช่บทที่เหมือนตัวประกอบเบาบางใน Kong: Skull Island!) ส่วน จาง จิน บทพี่แกถือว่าเด่นใช้ได้ แต่พอถึงช่วงท้ายๆ เออ… แบบว่า….. ปิดท้ายกับ แมคเคนยู ที่โผล่มาแวบๆในหลายฉาก

ทีมงานพยายามสร้างโทนของ “Pacific Rim Uprising” ให้แตกต่างจากภาคแรก เริ่มจากการให้ฉากต่อสู้ส่วนใหญ่อยู่ในตอนกลางวัน ซึ่งทำให้ภาคนี้มีฉากแอคชั่นที่ซัดกันชัดๆ เต็มๆ ให้ผู้ชมเก็บรายละเอียดความพังพินาศของบ้านเมืองได้อย่างหน่ำใจ โดยเฉพาะฉากต่อสู้ถล่มเมืองในตอนท้ายที่หุ่นยักษ์ซัดกับไคจูกันจนไม่ต้องสนใจความวอดวายของบ้านเมืองกันแล้ว! แม้ภาคนี้มาพร้อมฉากแอคชั่นที่ถูกผลักดันให้ออกมาสมจริงขึ้น แต่ในแง่ของอารมณ์กลับไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับภาคแรกที่ กิเยร์โม เดล โตโร ใส่ความหลงใหลในโลกของสัตว์ประหลาดยักษ์และหุ่นยักษ์เอาไว้ ทั้งวิธีการต่อสู้ หรือลูกเล่นที่ชวนให้ขำเล็กๆ อย่างฉากหมัดเยเกอร์พุ่งทะลุเข้าไปในตึก กระทบกับลูกตุ่มเล็กๆเบาๆบนโต๊ะ (ภาคสองก็มีฉากทำนองนี้ แต่รู้สึกว่ามันยังไม่ลงตัวเท่าไหร่) โดยฉากต่อสู้ในภาคนี้ชวนให้คิดถึงหนังแนว Transformers บวก Power Rangers หน่อยๆ ตลอดจนปมตัวละครในภาคแรกที่ขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน จนเรารู้สึกผูกพันมากกว่าเหล่าตัวละครในภาคต่อนี้ที่ดูขาดพลังให้ติดตาม ประมาณว่าเวลาตัวละครตาย เราก็ไม่รู้สึกได้ว่าเป็นการตายเพื่อกอบกู้โลกหรือเสียสละที่ยิ่งใหญ่อะไร

ถึงอย่างนั้นในฉากแอคชั่นก็ยังมีจุดที่หนังใส่ใจอย่างเห็นได้ชัดอีกอย่างกับการพาผู้ชมไปดูภาพเหล่าตัวประกอบมนุษย์ที่วิ่งหนีตาย ยามที่ไคจูบุกขึ้นมาถล่มเมือง ทั้งบนพื้นถนนและในตึกที่อยู่ในพื้นที่ต่อสู้ (แม้จะมีฉากหนึ่งที่ส่วนตัวแอบขำเบาๆ เมื่อตัวละครนักขับเยเกอร์พูดออกมาประมาณว่า “เราอพยพคนในเมืองออกไปหมดแล้ว ลุยได้เลย” แต่ภาพที่เห็นก่อนหน้านี้ไม่กี่วินาทีคือฝูงชนที่วิ่งเข้าไปในที่หลบภัยไม่ทัน….)

นอกจากนี้หนังยังคงมีความเป็น “จีน” อยู่ในเนื้อหาค่อนข้างเด่นชัด ไม่ใช่แค่เพียงมีนักแสดงดังชาวจีนมาร่วมรับบทสำคัญเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นการมีประเทศจีนเป็นผู้นำเทคโนโลยีในการสร้างหุ่นโดรนเยเกอร์ หรือ การที่ตัวละคร เส้าหลีเหวิน ซีอีโอของเส้าอินดัสทรีส์ นั้นมีฉากหันไปด่าตัวละคร ดร.นิวท์ ไกส์ซเลอร์ เรื่องการพยายามพูดภาษาจีนของเขาที่ติดๆขัดๆ ในทำนองที่ว่า “อย่าพยายามพูด ถ้าพูดไม่ได้ เพราะมันฟังดูปัญญาอ่อน” ซึ่งรู้สึกได้ว่าตัวละครนี้ดูมีพลังอำนาจมากในโลกของ Uprising

โดยสรุป “Pacific Rim Uprising” มีความโดดเด่นในแง่ของฉากแอคชั่นที่อลังการและดูสว่างกว่าภาคแรก ซึ่งถือว่าทำออกมาได้ในระดับที่ดี ใครที่คาดหวังจะดูฉากหุ่นเหล็กสู้กับสัตว์ประหลาดแบบ CG เนียนๆนี่มีฟินแน่นอน แต่ในแง่ของเนื้อหาและความกลมกล่อมยังเป็นรองภาคแรก ทั้งหนังยังจบแบบปูทางไปสู่ภาค 3 แบบตรงๆ ที่ส่วนตัวมองว่าเป็นฉากจบที่ให้อารมณ์คล้าย Independence Day: Resurgence อยู่สูงมาก ภาพรวมถือว่า Uprising ยังคงมอบความบันเทิงได้ เพียงแค่มันอาจไม่มากพอที่จะทำให้เราจดจำหรือหยิบมาดูซ้ำบ่อยๆเหมือนหนังภาคแรก

Advertisements