ระดับความน่าสนใจ : B+

ขอต้อนรับสู่ปี 1996! ปีที่โลกมันเจ๋ง แต่ชีวิตเราดันห่วย

มันจะมีวันแย่ๆที่ทำให้เราคิดว่าทำไมชีวิตมันช่างหดหู่น่าเศร้าได้ขนาดนี้ แต่มันก็จะยังมีวันที่ดีมาก จนคุณอยากจะขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้คุณได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งนี่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวละครวัยรุ่นชั้นมัธยมปลายแห่งโรงเรียนมัธยมบอริงในซีรี่ส์เรื่องนี้

“Everything Sucks!” เป็นการพาผู้ชมย้อนกลับไปสู่ปี 1996 ผ่านทางวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ในในยุคนั้น โดยซีรี่ส์เล่าเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนซี้ที่เพิ่งขึ้นชั้นเรียนใหม่ในปีนี้ อันประกอบไปด้วย Luke ผู้ที่ชื่นชอบในเรื่องของการถ่ายวีดีโอ, Tyler ที่ชอบคิดเรื่องสนุกๆ มากกว่าจะทำอะไรจริงจัง (แถมเป็นคนสมองช้าที่สุดในกลุ่ม) และ McQuaid เด็กเนิร์ดที่จริงจังไปเสียทุกเรื่อง ทั้งสามคนตัดสินใจเข้า “ชมรมโสตทัศน” ซึ่งนำพวกเขาไปพบกับ Kate เด็กสาวหน้าตาดี แต่มักประหม่าและมีนิสัยชอบเก็บตัวจากทุกๆคน

แค่เพียงได้เจอกันครั้งแรก Luke ก็ตกหลุมรัก Kate ในทันที เขาจึงพยายามที่จะเอาชนะใจเธอให้ได้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ แต่อุปสรรคที่ท้าทายกว่าก็คือพ่อของ Kate ดันเป็นครูใหญ่ประจำโรงเรียนแห่งนี้ แถมความวุ่นวายก็เพิ่มมากขึ้น เมื่อ Luke และเพื่อนๆ ดันไปสร้างความไม่พอใจให้กับ Oliver และ Emaline คู่รักขาใหญ่แห่งชมรมละคร จนทำให้ถูกเหล่ารุ่นพี่เหม็นขี้หน้า แต่นี่มันก็แค่จุดเริ่มต้นบางส่วนของเรื่องแย่ๆอีกมากที่จะตามมา ท่ามกลางความสุขที่คลุกเคล้ากันไป

ระหว่างดู “Everything Sucks!” ผ่านไปในแต่ละตอนๆ สิ่งที่ต้องทำแทบจะทันที เมื่อมันดำเนินมาถึงฉากจบก็คือการต้องไปค้นว่าเพลงประกอบในฉากจบเหล่านั้นคือเพลงอะไร เพราะแน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่จะบ่งบอกช่วงเวลาได้ดีที่สุดก็คือ “บทเพลง” ที่ฮิตระเบิดในยุคสมัยนั้นๆ เอาง่ายๆแค่ตอนแรกของซีรี่ส์ (Plutonium) ที่มาพร้อมเพลง Don’t Look Back In Anger (Oasis) ก็แทบจะทำเอาแทบลงไปดิ้นกับพื้นแล้ว

ส่วนบรรยากาศของยุค 90 ในซีรี่ส์ก็ได้แก่ เร้านวิดีโอ Blockbuster, การต้องมานั่งฟังเสียงต่ออินเทอร์เน็ตอันดังตี๊ดๆสุดคลาสสิค, โทรศัพท์บ้านคุยกันหลังเลิกเรียน และที่ชอบคือบทสนทนาในเรื่องนี้มันสะท้อนความเป็น 90 ออกมาได้เป็นธรรมชาติมากๆ (การขึ้นโลโก้ชื่อเรื่องในแต่ละตอนก็เก๋สุดๆ)

แม้ “Everything Sucks!” จะพาตัวละครไปพบกับความสุขแบบไม่สุด และต้องกลับมาเจ็บปวดช้ำใจกับเรื่องแย่ๆอยู่เป็นประจำ แต่นั่นก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตที่พวกเขาต้องเรียนรู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

การที่ตัวละครเอกอยู่ชมรมโสตทัศน แถมยังต้องถ่ายทำหนังโปรเจคพิเศษให้โรงเรียนด้วย เราจึงมีอะไรให้ได้ลุ้นกันอีกเรื่องว่าพวกจะถ่ายหนังเรื่องนี้ออกมาได้สำเร็จไหม ซึ่งจุดนี้มีสิ่งหนึ่งที่ส่วนตัวค่อนข้างชอบและคิดว่าเป็นวิธีที่ลงตัว นั่นคือการที่ทีมงานเลือกที่จะนำเสนอภาพและมุมกล้องของซีรี่ส์บางซีนในลักษณะที่เหมือนตัวละครกำลังถูกแอบถ่าย หรือ ถูกซูมเข้าไปใกล้ๆแบบตากล้องมือใหม่ที่มือยังไม่นิ่ง

โดยสรุป “Everything Sucks!”  เป็นซีรี่ส์วัยรุ่นยุค 90 ที่ดูสนุก มันมาพร้อมทีมนักแสดงที่คัดเลือกมาได้สมบทบาท เพลง(เก่าๆ)เจ๋งๆ เนื้อหาที่มีทั้งดราม่า โรแมนติกและคอมเมดี้ ชีวิตมันอาจจะทำร้ายเราจนรู้สึกหมดแรง แต่โลกนี้ไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่เจอกับเรื่องยากลำบาก เพราะบางจังหวะของชีวิต เราก็เจอคนที่บาดเจ็บเหมือนกันและต้องช่วยพยุงเพื่อผ่านช่วงเวลาเลวร้ายไปด้วยกัน ชีวิตเราอาจจะเจอแต่เรื่องห่วยๆ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ มันก็ทำให้เราแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน

Advertisements