ระดับความน่าสนใจ : B-
ไม่มีการได้อะไรมา โดยที่เราไม่สูญเสียอะไรไป

นับเป็นมังงะที่โด่งดังและโดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่ง รวมถึงตอนเป็นอนิเมะก็มีการสร้างมาถึง 2 รอบ สำหรับ Fullmetal Alchemist หรือในชื่อไทย “แขนกลคนแปรธาตุ” เรื่องราวการต่อสู้ผจญภัยของสองพี่น้องตระกูลเอลริค ซึ่งฉบับไลฟ์แอคชั่นที่ออกฉายในปี 2017 แม้จะไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเราแบบหนังไลฟ์แอคชั่นทั่วไป แต่ก็ต้องขอบคุณ Netflix ผู้เข้ามาทำหน้าที่จัดจำหน่ายให้แฟนๆได้ชมกันในปี 2018 นี้ ชนิดที่ไม่ต้องรอกันนาน

“Fullmetal Alchemist” เล่าเรื่องราวของ เอ็ดเวิร์ด และ อัลฟองเซ เอลริค สองพี่น้องที่ต้องสูญเสียแม่ไปอย่างกะทันหัน ทั้งคู่จึงตัดสินใจใช้วิชาแปรธาตุในการ “คืนชีพมนุษย์” ซึ่งถือเป็นวิชาต้องห้ามของการเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อคืนชีวิตให้กับแม่ของตน แต่ผลที่ได้คือการที่ เอ็ด ต้องเสียแขนและขาไปอย่างละข้าง ส่วนอัล ต้องสูญเสียร่างกายทั้งหมดไป เหลือเพียงจิตวิญญาณของเขาที่พี่ชายผนึกเข้ากับชุดเกราะโบราณได้ทัน

หลายปีผ่านไป สองพี่น้องตระกูลเอลริค ได้เข้ามาเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุของรัฐบาล ซึ่งเอ็ดได้ฉายาว่า นักเล่นแร่แปรธาตุเหล็กไหล และมีเป้าหมายในการตามหา “ศิลานักปราชญ์” ศิลาในตำนานที่อยู่เหนือทุกกฎของการเล่นแร่แปรธาตุเพื่อทวงร่างกายให้น้องชายกลับคืนมา แต่มันก็นำทั้งคู่ไปพบกับศัตรูสุดอันตราย ทั้งที่เป็นมนุษย์ผู้มีอำนาจและผู้ที่ไม่ใช่มนุษย์!

สิ่งที่ต้องขอชมใน “Fullmetal Alchemist” ฉบับไลฟ์แอคชั่นก็คืองานด้าน CG ที่ วัดกันตามาตรฐานหนังไลฟ์แอคชั่นแล้วถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ฉากเหตุการณ์ไล่ล่าต่อสู้ด้วยวิธีแปรธาตุระหว่างเอ็ดและบาทหลวง ถือว่าทำออกมาได้น่าติดตามทีเดียว รวมถึงการสร้างตัวละครชุดเกราะของอัลที่ดูเนียนสมจริง

ครึ่งแรกของหนังเราจะสัมผัสได้ว่าทีมงานมีความพยายามสูงที่จะสร้างโลกของ “Fullmetal Alchemist” ขึ้นมา ทั้งเรื่องฉาก เครื่องแต่งกาย และ CG หนังยังคงมีประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง และ ประเด็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์เอาไว้ แต่สิ่งที่หายไปคือความซับซ้อนและเข้มข้นของเนื้อหา ซึ่งรวมถึง “ศิลานักปราชญ์” ที่ดูขาดความยิ่งใหญ่ไปหน่อย

ปัญหาที่ดูเหมือนจะเป็นจุดบอดที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คงเป็นการดำเนินเรื่องในช่วงครึ่งหลังที่ยืดยาดจนเกินไป ยิ่งเหตุการณ์ในช่วง “ห้องทดลองหมายเลข 5” นี่ตัวละครล้วนพูดมาก ลีลาเยอะและมีการวางจังหวะแอคชั่นที่ดูอ่อนยวบไปหมด จนขาดความน่าติดตามเอาดื้อๆ ส่วนตัวมองว่านี่คือตัวทำลายหนังอย่างรุนแรง จนไคลแม็กซ์ของเรื่องกลายเป็นช่วงเวลาที่ไม่สามารถจูนอารมณ์ผู้ชมกับตัวละครใดๆได้เลย (แม้จะมีซีนเท่ๆของตัวละคร รอย มัสแตง แต่มันก็ยังไม่พอจะช่วยเยียวยาอะไรในจุดนี้ได้)

ฝั่งนักแสดง รายที่สะดุดตาที่สุดก็คือ ซึบาสะ ฮอนดะ ในบท วินรี่ (งานก่อนหน้านี้ที่ได้ดูน้องแกแสดงก็คือซีรี่ส์ Koinaka ซึ่งนางน่ารักสดใสมาก)

โดยสรุป “Fullmetal Alchemist” เป็นไลฟ์แอคชั่นที่มีงานโปรดักชั่นสวยๆ CG อยู่ในระดับที่ดี แต่ภาพรวมถือว่าค่อนข้างน่าผิดหวัง หนังมีประเด็นเรื่องการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมเพื่อแปรธาตุ แต่ดูเหมือนการเสียเวลา 2 ชั่วโมง 15 นาทีดูหนังเรื่องนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนที่ได้ความบันเทิงกลับมาไม่คุ้มค่าเท่าไหร่

หมายเหตุ : หนังมีฉาก End Credit แถมมาด้วยน่ะ!

Advertisements