ระดับความน่าสนใจ : B-

เราจะทำยังไง หากโรคร้ายกำลังระบาดขั้นรุนแรง?

สองผู้กำกับ Henry Joost และ Ariel Schulman แห่งหนังท้าเกมท้าตาย “Nerve” (2016) และ “Paranormal Activity” (ภาค 3-4) เหมือนเอาส่วนผสมอย่างละนิดละหน่อยมาผสมลงไปใน “Viral” หนังดราม่าสยองขวัญเรื่องนี้ ทั้งฉากข้อความแชทที่ปรากฏบนหน้าจอของตัวละครวัยรุ่น และ การเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของตัวละครภายในสถานที่อันจำกัด ซึ่งในกรณีนี้ก็คือพื้นที่ภายใน “บ้าน”

เรื่องราวของเมืองเล็กๆอันห่างไกล Emma เป็นสาวไฮสคูลที่แอบชอบหนุ่มหล่อที่อาศัยอยู่บ้านฝั่งตรงข้าม แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดคุยแบบจริงๆจังๆเสียที เธอมีพี่สาวที่นิสัยต่างออกไปสุดขั้วคือ Stacey กระทั่งวันหนึ่งข่าวโรคระบาดลึกลับที่กำลังคร่าชีวิตประชาชนในประเทศและเมืองต่างๆทั่วโลก กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเธอมากขึ้นกับการระบาดของโรคที่มีปรสิตเป็นพาหะชนิดนี้ภายในเมืองของเธอ ซึ่งทำให้ชาวเมืองที่ติดเชื้อเริ่มมีอาการแปลกๆและอาละวาดฆ่าผู้คน

เมื่อความโกลาหลเกิดขึ้น Emma และ Stacey จึงต้องหลบอยู่ในบ้านเพื่อรอคอยเวลาที่รัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปเมืองแห่งนี้ก็ถูกปิดและจำนวนผู้ติดเชื้อก็เพิ่มมากขึ้น พวกเธอจึงต้องพยายามดูแลกันและกันให้ดีที่สุด และที่สำคัญคืออย่าให้ใครต้องติดเชื้อร้ายนี้!

หากจะว่าไปแล้ว “Viral” เป็นเหมือนภาพจำลองเล็กๆแบบคร่าวๆของการรับมือกับภัยโรคระบาด กรณีที่กองทัพของรัฐบาลเข้ามาควบคุมพื้นที่ทั้งหมดภายในเมืองและสั่งให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน เราจะได้เห็น Emma และ Stacey ที่เริ่มสำรวจอาหารว่ามีกักตุนไว้แค่ไหน พบว่าการใช้ชีวิตแบบปกติเริ่มหายไป ทั้งไวไฟและสัญญาณโทรศัพท์ก็ถูกปิด จากที่เคยรับข่าวเรื่องโรคระบาดผ่าน Facebook และโทรทัศน์ก็กลายเป็นคนที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกแบบสิ้นเชิง ส่วนพ่อและแม่ที่ติดอยู่นอกตัวเมืองก็ขาดการติดต่อไปเลย

แม้ Emma และ Stacey จะฝ่าฝืนคำสั่งข้อห้ามของพ่อไปบ้างเรื่องผู้ชาย แต่ในอีกข้อหนึ่งกับการดูแลกันและกัน ทั้งคู่ก็พิสูจน์ให้เราได้เห็นในระดับหนึ่งว่าพวกเธอทำหน้าที่ได้ดี ยิ่งในเวลาที่ใครคนหนึ่งพบว่าอาจจะกำลังติดเชื้อร้ายนี้ หนังนำเสนอภาพของคนที่ติดเชื้อไม่ต่างไปจากซอมบี้ที่หิวโหยในเนื้อมนุษย์ แม้จะมีฉากไล่ล่ามาให้ลุ้นไม่มาก แต่ในช่วงท้ายก็ถือว่าทำให้หนังพอมีลุ้นมาเสียวขึ้นมาบ้าง (หนังมีความยาวเพียงแค่ 1 ชั่วโมง 25 นาทีเท่านั้น)

หลักๆเลยคือใครที่หวังว่าจะเจอความลุ้นระทึกแบบจริงจังเลยก็คงต้องผิดหวังกันไป เพราะ “Viral” มีประเด็นที่เทน้ำหนักไปเรื่องดราม่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องมากกว่าและมันก็ชวนให้ฉุกคิดตามเหมือนกันว่า ‘หากใครสักคนในครอบครัวเราติดเชื้อร้ายและกำลังจะกลายสภาพเป็นซอมบี้ เราจะตัดสินใจทำอะไรได้บ้าง?’ บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวกว่าเชื้อร้าย ก็คือการต้องเลือกตัดสินใจว่าจะจัดการกับคนในครอบครัวที่ติดเชื้อยังไง

ด้านนักแสดงก็คุ้นหน้ากันหลายรายทั้ง Sofia Black-D’Elia (จาก Project Almanac และ Gossip Girl), Analeigh Tipton (จาก Warm Bodies และ Crazy, Stupid, Love) และ Michael Kelly (จาก Man of Steel)

โดยสรุป “Viral” เป็นหนังแนวเชื้อร้ายระบาดที่เดาทางได้ไม่ยาก (หลายคนคงเดาทางหนังได้ตั้งแต่เห็นฉาก Emma กลัวการผ่าท้องกบในห้องเรียนแล้วว่ามันถุกใส่มาเพื่อโยงไปถึงจุดเปลี่ยนในช่วงท้าย) แต่ด้วยงานโปรดักชั่นการออกแบบเมืองที่ดูเป็นหมู่บ้านในชนบทที่เงียบเหงาวังเวงก็ทำให้หนังมีบรรยากาศชวนให้หวั่นๆอยู่บ้าง แม้ท้ายที่สุดหนังจะทิ้งคำถามคาใจไว้หลายประเด็น ทั้งเรื่องเชื้อร้ายว่ามีที่มาจากอะไร? ชายลึกลับในคลิปที่พูดโจมตีรัฐบาลคือใคร? ชะตากรรมของพ่อแม่ Emma ? รวมถึงทฤษฎีสื่อสารเป็นกลุ่มของปรสิตที่น่าจะขยายได้มากกว่านี้ ภาพรวมจึงถือว่านี่เป็นหนังแนวเชื้อร้ายกำเนิดซอมบี้ที่ถือว่าพอดูได้เพลินๆ

ตัวอย่าง Viral

ขอบคุณคลิปจาก YouTube Movieclips Trailers
Advertisements