ระดับความน่าสนใจ : B

การพังทลายของจิตวิญญาณและหัวใจ

[บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของภาพยนตร์]

“Scarlet Innocence” ดัดแปลงจากเรื่องเล่าเก่าแก่ของเกาหลีที่ว่าด้วยชีวิตของ Chung-yi หญิงสาวที่อุทิศทั้งชีวิตเพื่อช่วยพ่อที่ตาบอด เธอยอมขายตัวเพื่อแลกข้าวสาร 300 กระสอบ เพื่อถวายแด่พระพุทธองค์และตัดสินใจปล่อยชีวิตให้ล่อยลอยไปสู่ทะเลกับความหวังว่าพ่อจะกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง แต่สิ่งที่นิทานเรื่องนี้ไม่ได้กล่าวถึงก็คือชีวิตของ Deok-yi แม่เลี้ยงของเธอที่อยู่เคียงข้างสามีที่ตาบอดไม่ยอมไปไหนที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในหนังเรื่องนี้

สำหรับ “Scarlet Innocence” เล่าเรื่องราวชีวิตของ Deok-yi สาวชนบทที่ใสซื่อ ผู้อยู่กับแม่ที่เป็นใบ้ เธอทำอาชีพพนักงานเก็บตั๋วในสวนสนุกเล็กๆประจำเมืองและฝันว่าสักวันจะได้ไปใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในเมืองใหญ่ กระทั่งการมาของ Hak-kyu นักเขียนและอาจารย์สอนวรรณกรรมจากเมืองใหญ่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอาศัยในเมืองเล็กๆแห่งนี้ พร้อมปูมหลังที่คลุมเครือ

Deok-yi ตกหลุมรักผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ในทันทีและความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มงอกเงยขึ้นมา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ของชาวบ้าน แม้ Deok-yi จะรู้อยู่แล้วว่าฝ่ายชายมีภรรยาและลูกอยู่แล้ว แต่เธอก็ไม่อาจเก็บซ่อนความปรารถนาของตัวเองได้ แต่ความสัมพันธ์นี้ก็ต้องสะดุด เมื่อ Hak-kyu ถูกเรียกตัวกลับไปสอนที่มหาวิทยาลัยและเขาตัดสินใจตัดขาดกับเธอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตของทั้งคู่ จนหลายปีผ่านไปทั้งคู่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง พร้อมความจริงที่ว่า Hak-kyu กำลังจะตาบอดและเขาไม่รู้เลยว่าผู้ช่วยคนใหม่ที่เขารับมาช่วยทำงานนั้นคือ Deok-yi !

ยามที่เรารักใครสักคน เราจะไม่สนเหตุผลใดๆ แต่มักจะเชื่อในความรู้สึกของตนเอง เรามักคิดว่าความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนคือความรัก ทั้งที่ความจริงมันอาจเป็นแค่เราคิดไปฝ่ายเดียวก็ได้ ตัวละคร Deok-yi เป็นเหมือนตัวแทนความใสซื่อบริสุทธิ์ที่มองโลกใบนี้ในแบบที่หญิงสาวทั่วไปมอง นั่นคือการได้พบกับชายในฝันและคิดว่าว่าจะได้ลงเอยด้วยกัน หนังทำให้คิดอยู่ตลอด หลังตัวละครหลักทั้งคู่ได้เจอกันว่าสิ่งที่พวกเขากำลังรู้สึกตอนนี้มันคืออะไร ฝ่าย Deok-yi อาจมองว่าคือความรัก แต่สำหรับ Hak-kyu มันจะเป็นแค่ความใคร่ในยามที่เหงารึเปล่า ซึ่งกว่าคำตอบจะมาถึง มันก็สร้างความเจ็บปวดอันแสนสาหัสแก่ตัวละครทั้งคู่ไปแล้ว

สิ่งที่ Hak-kyu กระทำลงไปกับ Deok-yi เป็นเรื่องที่ยากจะให้อภัยได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่ Deok-yi ตามล้างแค้นเพื่อชดเชยสิ่งที่เสียไป มันก็กลับทำให้เราคิดว่าวงเวียนที่เต็มไปด้วยความอาฆาตนี้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน สิ่งที่หนังทำได้ดีคือการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร Deok-yi จากครึ่งแรกที่เป็นสาวสวยใสแสนซื่อที่เราพร้อมตกหลุมรัก ที่กลายมาเป็นผู้หญิงที่ร้ายลึกและดูแทบไม่มีความสุขเลยในครึ่งหลัง

ฉากเซ็กส์ใน “Scarlet Innocence” เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ หนังไม่ประนีประนอมที่จะให้นักแสดงนำทั้ง Jung Woo-sung (จาก The King และ Asura: The City of Madness) และนักแสดงสาว Esom เล่นบทเปลือยแบบทั้งตัวยาวนับ 4 นาที ซึ่งรายของ Woo-sung ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีในบทนี้ แถมต้องยอมรับเลยว่าหุ่นพี่แกในฉากเปลือยนี่กล้ามแน่นฟิตสุดๆ ส่วน Esom นั้นแสดงได้ดีมากทั้งบทสาวใสที่ดูใสซื่อมาก แต่พอเปลี่ยนมาร้าย บุคลิก สีหน้าก็เปลี่ยนไปเลย นับเป็นรายที่แสดงได้โดดเด่นที่สุดของเรื่อง

โดยสรุป “Scarlet Innocence” เป็นหนังดราม่าที่สื่อให้เราได้เห็นถึงการพังทลายของจิตวิญญาณและหัวใจที่เปลี่ยนให้คนดีๆ กลายเป็นคนที่ทำเรื่องชั่วร้ายได้และคนที่เคยทำเรื่องเลวร้ายก็จมลงไปในความผิดที่เกาะกินจากภายในจนเหมือนตายทั้งเป็น แม้หนังอาจจะมีช่วงท้ายที่ดูไม่สมเหตุสมผลในหลายส่วน (เช่น อาการตาบอดของ Hak-kyu ที่หมอบอกว่ายากจะรักษา แต่ท้ายสุดกลับมาตัวเลือกโผล่มา หรือ การมาของ Deok-yi ในฐานะพี่สาวห้องข้างๆที่ยากจะเชื่อว่า Hak-kyu จะไม่สังเกตเห็นเลย) ท่ามกลางฉากเซ็กส์แรงๆ ส่วนตัวมองว่าฉากที่ดีที่สุดของเรื่องคือภาพในความคิดของ Deok-yi กับการขี่ม้าหมุนคนเดียวท่ามกลางความมืดที่สื่อถึงความเหงาในหัวใจเธอที่เธอต้องเผชิญ ณ วินาทีนั้นได้เป็นอย่างดี ส่วนความรักที่ใช้เวลายาวนาน ผ่านความเจ็บปวดมามาก จะเยียวยาแผลในใจของพวกเขาได้ไหม ภาพสระน้ำตรงหน้าที่แสนนิ่งในสวน อาจสื่อถึงจิตใจคนสองคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น ซึ่งตอนนี้ถึงเวลาต้องสงบแล้วก็เป็นได้

ตัวอย่าง Scarlet Innocence

 ขอบคุณคลิปจาก YouTube TheSeoulShinmun
Advertisements