ระดับความน่าสนใจ : B+

‘เราจะต้องรอด!’

ครึ่งแรกของ “The Battleship Island” ทำออกมาได้ดีกับการนำเสนอโชคชะตาของกลุ่มตัวละครที่ต้องถูกบังคับให้มาใช้ชีวิตบนเกาะฮาชิมะ (เกาะเรือรบ) ซึ่งบีบอารมณ์ผู้ชมให้รับรู้ถึงความโหดร้าย ความกดดันจากการถูกกดขี่ ก่อนที่ครึ่งหลังของเรื่องจะเน้นไปที่ความระทึกและบรรดาฉากแอคชั่น ยิ่งช่วงเวลา 20 นาทีสุดท้ายของเรื่องที่เหมือนไฟแค้นและความหวังเฮือกสุดท้ายของบรรดาตัวละครชาวเกาหลีถูกจุดประกายระเบิดออกมา

หนังเล่าเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประเทศเกาหลีครั้งตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ชาวเกาหลีกว่า 400 ชีวิต ถูกส่งไปใช้แรงงานใต้เหมืองถ่านหินบนเกาะฮาจิมะ แต่ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายเกินกว่ามนุษย์จะมีชีวิตรอด พวกเขาจึงร่วมกันวางแผนหลบหนีออกมา

นอกจากงานสร้างบรรยากาศเกาะนรกที่ดูอึดอัดแล้ว ทีมนักแสดงนำยังถือว่าทำหน้าที่ได้ดีมาก โดยเฉพาะ ฮวางจองมิน (Ode to My Father และ The Wailing) ในบทหัวหน้าวงดนตรีและพ่อที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของลูกสาว ซึ่ง คิมซูอัน นักแสดงเด็กวัย 11 ปีที่รับบท ‘โซฮี’ เด็กผู้หญิงที่ต้องตกอยู่ในความตื่นกลัวจากอันตรายรอบด้านก็แสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ยิ่งซีนอารมณ์ร้องไห้นี่ น้องแกทำได้ดีจนน่าชื่นชม เมื่อปีที่แล้ว ซูอัน มี ‘Train to Busan’ เป็นหนังฮิตระดับโลกประกบ กงยู แถมปีนี้ยังมี “The Battleship Island” ที่ได้ประกบนักแสดงดังฝีมือเยี่ยมอีกครั้ง นับเป็นก้าวที่ต่อเนื่องของนักแสดงเด็กรายนี้ที่อนาคตไกลแน่ๆ

ส่วนอีกรายที่ฝากการแสดงไว้น่าจดจำก็คือ โซจีซบ (I’m Sorry, I Love You และ Oh My Venus) ในบทนักเลงชื่อดังที่ต้องมาก้มหัวให้ทหารญี่ปุ่นบนเกาะนรก ซึ่งเฮียแกเล่นได้โคตรดี ! มาดก็ได้ บทบู๊ก็เด็ด ฉากการต่อสู้ในโรงอาบน้ำพร้อมผ้าเตี่ยวเรียกว่าเป็นฉากที่ดุเดือดที่สุดของเรื่องก็ว่าได้ (แถมอารมณ์ที่ตัวละครระเบิดออกมาก็รุนแรงไม่แพ้กัน) ปิดท้ายที่หนุ่ม ซงจุงกิ (Descendants of the Sun) ที่โผล่มามาพร้อมเปลี่ยนโทนหนังไปเป็นแอคชั่นในคราวเดียวกัน โดยหากจะว่าไปการที่ตัวละครของ จุงกิ ปรากฏตัวบนจอตามหลังนักแสดงหลักรายอื่นๆ ที่ได้ปล่อยของโชว์พลังไปในช่วงต้นหมดแล้ว พอถึงจังหวะของพี่แก มันก็เลยออกมาดูแผ่วกว่ารายอื่นๆ และผู้สร้างก็คงรู้ตัวจึงให้ตัวละครนี้มาโชว์ความเท่ในลีลาบู๊ช่วงท้ายของเรื่อง

หนังเป็นผลงานกำกับของ รยูซึงวาน (จาก The Berlin File, The City Of Violence และ Arahan) ที่เอาเรื่องราวบางส่วนของเกาะฮาจิมะมาเติมแต่งเข้าไปเพื่อพูดถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นบนเกาะนี้ระหว่างชาวเกาหลีและญี่ปุ่น แต่ถ้ามองภาพรวมหนังก็ดูเหมือนจะเป็นภาพสะท้อนที่ทหารญี่ปุ่นในเรื่องมีเพียงมิติเดียว นั่นคือความโหดเหี้ยมไร้หัวใจ แต่ก็ยังดีที่หนังยังใส่ตัวละครหัวหน้าคนงานเกาหลี(หน้าบาก)ที่ชอบทารุณชาวเกาหลีด้วยกันเองเข้าไปด้วย เพื่อถ่วงน้ำหนักไว้เล็กน้อย

โดยสรุป “The Battleship Island” เป็นหนังดราม่า-แอคชั่นที่ถือว่าทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง ยิ่งประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกนักดนตรีที่ชวนให้อินที่สุด แม้บางฉากจะชวนสะดุดไปบ้าง (เช่น ฉากถามความสามัคคีของคนงานเกาหลีว่าใครอยากออกไปจากเกาะนี้บ้างที่จู่ๆทุกคนก็เปลี่ยนใจเชื่ออะไรกันปุ๊บปั้บ) แต่ด้วยการแสดงชั้นเยี่ยมของ ฮวางจองมิน, โซจีซบ และ คิมซูอัน ก็ทำให้หนังขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างน่าติดตามมากขึ้น รวมถึงงานสร้างที่อยู่ในระดับที่ดีและเหตุการณ์ช่วงท้ายที่หนีตายกันแบบตูมตามสะเทือนไปทั้งเกาะ หนังทำให้เราเห็นถึงความหวังที่อาจจะริบหรี่ แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะเดินเข้าไปหาให้มันนำทางเราไปสู่อิสรภาพ

ตัวอย่างภาพยนตร์ The Battleship Island [Official Trailer]

ขอบคุณคลิปจาก YouTube MrMonoFilm

 

Advertisements