ระดับความน่าสนใจ : A-

หากไร้อำนาจในมือ ชีวิตก็ไม่มี(ห่า)อะไรเลย!

ตลอดเวลา 2 ชั่วโมง 19 นาทีของ ‘The King’ มันให้อารมณ์เหมือนการดู The Wolf of Wall Street (2013) กับการตามติดเฝ้าดูชีวิตของคนธรรมดาๆคนหนึ่งที่ทะเยอทะยานถีบชีวิตตัวเองให้ไปสู่จุดที่สูงขึ้นเรื่อยๆเพื่อการมีอำนาจและเงินทอง เพียงแต่ ‘The King’ เป็นเรื่องราวของแวดวงอัยการและการเมือง ซึ่งนำเสนอออกมาได้อย่างดุเดือด ทั้งยังมีลีลาการเล่าเรื่องที่จัดจ้าน ผ่านตัวละครหลักที่อยู่ในพื้นที่สีเทา

เรื่องราวของ Park Tae-Soo เด็กหนุ่มจอมเกเรที่ใช้ชีวิตในโรงเรียนไปกับเรื่องชกต่อย เขามีพ่อเป็นโจรกระจอกๆและมีชีวิตอยู่ในย่านที่ห่างไกลความเจริญ กระทั่งวันหนึ่งเขาเห็นพ่อถูกคนใส่สูทกระทืบ จนต้องอ้อนวอนขอชีวิต ซึ่ง Tae-Soo มารู้ภายหลังว่าคนที่ทำร้ายพ่อของเขาเป็น ‘อัยการ’ เด็กหนุ่มคนนี้จึงได้ตระหนักว่าคนที่มีอำนาจในมือนั้นจะทำอะไรใครก็ได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งสำคัญกับเป้าหมายในการเป็นอัยการให้จงได้

หลังจากมุมานะมานาน ความพยายามของ Tae-Soo ก็ทำให้เขาสามารถเรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำและเป็นอัยการได้ดั่งใจ แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ เขาได้พบความจริงว่าอาชีพอัยการไม่ได้สะอาดสวยงามเหมือนที่เขาคิดไว้และมันยิ่งชัดเจนขึ้นหลังจากเขาไปรู้จักกับ Han-Kang Sik หัวหน้าอัยการแผนกยุทธศาสตร์ผู้กุมอำนาจสูงสุดชนิดนักการเมืองยังต้องก้มหัวให้

Kang Sik ได้ดึง Tae-Soo เข้าสู่โลกแห่งการคอรัปชั่น ชีวิตที่เต็มไปด้วยอำนาจ ผู้หญิง การชักใยเบื้องหลังนักการเมืองและสื่อ ยิ่ง Tae-Soo ถลำลึกและอยู่ใต้เงาของ Kang Sik มากขึ้น มันก็พร้อมจะฉุดให้เขาลงสู่ความโสมมที่คาดไม่ถึง

หนังมีการนำเสนอที่ฉับไวและจัดจ้าน แถมยังโชว์วิธีนำเสนอเชิงเปรียบเทียบได้ดี ซึ่งฉากวิธีทำงานของอัยการในการเลือกนักการเมือง สลับกับวิธีเลือกเนื้อทำสเต็ก เป็นฉากที่ชัดเจนในการสื่อออกมาว่าคนอย่าง Kang Sik ไม่ได้มองคนอื่นเป็นมนุษย์เลย หากแต่เป็นเพียงเหยื่อที่เขาพร้อมจะชำแหละเพื่อปากท้องตัวเองเท่านั้น ทั้งการนำเสนอเรื่องราวที่กินระยะเวลานานนับ 10 ปีผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีหลายสมัยของเกาหลีใต้ก็ทำได้อย่างกระชับ ไหลลื่น ชนิดที่ทุกอย่างผ่านไปไว แต่เราก็ยังเก็บรายละเอียดตามไปได้อย่างสนุก

ประเด็นที่ ‘The King’ สื่อสารออกมาแรงๆแบบตรงๆก็คือการทำงานของอัยการที่ไม่ได้เลือกทำคดีที่ไม่มีคนจดจำ (ไม่ทำคดีชาวบ้านๆ) แต่เลือกที่จะทำเฉพาะคดีที่สร้างชื่อ คดีที่พวกเขาสืบมาหมดแล้วและรอเพียงเวลาในการปล่อยออกมาให้เป็นข่าวเท่านั้น (เรียกว่าทำงานเอาหน้าก็ว่าได้) ทั้งยังมีกลยุทธ์ปล่อยข่าวใหม่ กลบข่าวเก่า เพื่อชิงพื้นที่ข่าว สร้างการเบี่ยงเบนให้สังคม, การล็อบบี้ตำแหน่งการเมือง, การผูกไมตรีกับมาเฟียเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน และการใช้อำนาจในทางผิดๆอีกเพียบ

ภายในโลกที่เต็มไปด้วย ‘อำนาจ’ และ ‘ผลประโยชน์’ เรื่องของ ‘มิตรภาพ’ เป็นสิ่งที่ยากจะงอกเงยขึ้นมาได้ เพราะทุกคนพร้อมจะสละทุกอย่าง สลัดทุกคนรอบตัวที่จะนำปัญหาสู่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ความสัมพันธ์ระหว่าง Tae-Soo กับ Choi Doo-il เพื่อนสมัยเรียนที่เติบโตมาเป็นรองหัวหน้าแก๊งค์อันธพาลจึงเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเข้มข้นขึ้นไปอีก เพราะ 2 ตัวละครนี้มีพื้นเพเหมือนๆกัน แถมยังเป็นคนที่ถีบชีวิตตัวเองขึ้นมาไกลมากถึงจุดใกล้สูงสุดของอาชีพที่ตนทำ แต่ความเป็นเพื่อนจะมีค่ามากกว่าอำนาจเงินทองหรือเปล่า การกระทำเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด

ด้านนักแสดง Jo In-sung กลับมารับงานแสดงภาพยนตร์อีกครั้ง หลังทิ้งห่างจากหนังเรื่องที่แล้ว A Frozen Flower (2008) นานถึง 9 ปี ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่คิดว่าพี่แกกลับมาก็เพราะบทตัวละคร Tae-soo ในเรื่องนี้มันโดดเด่นและน่าสนใจจริงๆ และ In-sung ก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับบทอัยการหนุ่มที่แสนซื่อ ก่อนจะดำดิ่งสู่ความเสื่อมทรามของวงการนี้ เราจะเห็นไปถึงความแตกต่างของ Tae-soo  ในช่วงครึ่งแรกที่อ่อนต่อโลกและเป็นเบ๊ที่ทำได้แค่เดินตามคนอื่นๆ แต่เมื่อถึงครึ่งเรื่องหลัง ตัวละครนี้ก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นคนที่เข้าใจโลกมากขึ้นและพร้อมท้าชนทุกคนแบบไม่กลัว

ส่วน Jung Woo-sung (จาก Asura: The City of Madness, Scarlet Innocence) ก็เป็นหัวหน้าอัยการที่มาดข่มทุกคนในเรื่องได้ดี และอีกรายที่แสดงได้ดีจนคว้ารางวัลนักแสดงหน้าใหม่ไปครองก็คือ Ryu Jun-yeol (จาก Reply 1988) ในบทอันธพาลที่ต้องการเป็นใหญ่เหนือทุกคน นอกจากนี้หนังยังมีสาว Kim Ah-joong (จาก 200 Pounds Beauty) มาร่วมแสดงด้วย

โดยสรุป ‘The King’ เป็นหนังที่พาเราไปสำรวจโลกที่อำนาจเป็นใหญ่ได้อย่างสนุกดุเดือด แต่การมีอำนาจในมือล้นฟ้าจะทำให้เราเป็นราชาได้จริงๆหรือ? และคนที่ทุ่มเททำงานหนักจะประสบความสำเร็จได้ มากกว่าคนที่เส้นใหญ่กว่ารึเปล่า? หนังเรื่องนี้จะพาคุณไปสู่การหาคำตอบเหล่านั้น ปีนี้มีหนังเกาหลีหลายเรื่องที่ทำออกมาได้ดีและ ‘The King’ ก็เป็นหนึ่งในนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้  

ตัวอย่าง The King

ขอบคุณคลิปจาก Movieclips Film Festivals & Indie Films

 

Advertisements