ระดับความน่าสนใจ : B+

ประตูแรกสู่การเปิดจักรวาล Dark Universe

[บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของภาพยนตร์]

การมาของ “The Mummy” (2017) เป็นการปลุกชีพหนึ่งในตัวละครอมตะของสตูดิโอ Universe พ่วงด้วยการเป็นหนังเปิดจักรวาล Dark Universe ที่จะมีหนังตามออกมาอีกหลายเรื่องในอนาคต การที่หนังได้ Tom Cruise มารับบทนำถือว่าทำให้โปรเจคนี้น่าสนใจขึ้นมาก แต่เมื่อพิจารณาจากภาพรวมแล้ว เหมือนทีมงานผู้สร้างจะเน้นไปที่การสร้างสรรค์ฉากแอคชั่นเสี่ยงตายเวอร์ๆสไตล์ Mission Impossible ทำให้น้ำหนักถูกเทไปที่ตัวละครของ Tom Cruise จนหมดและตัวละครหลักเจ้าของชื่อเรื่องอย่างมัมมี่กลายเป็นแค่ส่วนประกอบรองลงมาเท่านั้น

หนังเล่าเรื่องราวของ Ahmanet เจ้าหญิงจากยุคโบราณกาลที่ทำสัญญากับปีศาจร้ายเพื่อครองพลังอำนาจมืด ก่อนจะถูกจับฝังลืมในสุสานใต้ทะเลทรายที่แสนกันดาร ก่อนที่เธอจะถูกปลุกขึ้นมาในโลกปัจจุบัน ซึ่ง Nick นายทหารที่ใช้ชีวิตในการตามล่าหาสมบัติโบราณและ Jenny นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญเรื่องของอียิปต์ ต้องหาทางยับยั้งมหัตภัยครั้งนี้ ก่อนที่ทั้งโลกจะตกอยู่ในอันตราย โดยมี Dr. Henry Jekyll ผู้อยู่เบื้องหลังองค์กรปริศนาเป็นผู้เข้ามาไขความลึกลับของตำนานกับการเปิดประตูถึงความจริงที่ว่าพวกเขากำลังอยู่ในโลกที่เหล่าเทพและอสูรกายไม่ใช่เรื่องเล่าอีกต่อไป

ส่วนที่ดีของ “The Mummy” (2017) คือฉากแอคชั่นที่มีมาเรื่อยๆและทำออกมาได้น่าตื่นตา แต่ข้อดีนี้เหมือนเป็นข้อเสียในตัวเหมือนกัน เมื่อหนังอัดฉากแอคชั่นมาเพียบ แต่ในส่วนของความลึกลับ ความน่าสะพรึงของตัวละครเจ้าหญิง Ahmanet นั้นกลับเป็นได้แค่มัมมี่ที่ไม่ค่อยน่าเกรงขามเท่าไหร่ แม้หนังจะเปิดฉากตัวละครนี้ในสภาพฟื้นชีพได้น่าสนใจ รวมถึงวิธีการสร้างสมุนใหม่ๆ แต่หลังจากนั้นความน่ากลัวลึกลับในตัวนางก็ค่อยๆจางหายไป โดยฉากที่แสดงพลังได้รุนแรงสุดก็คือพายุฝุ่นถล่มเมืองนั่นเอง

เมื่อเทียบตัวละครมัมมี่เวอร์ชั่นนี้กับเวอร์ชั่นปี 1999 เราจะพบว่ามีหลายส่วนที่ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกัน เช่น ฉากพายุทรายที่กลายมาเป็นหน้าคน, ฉากแมลง (หนัง The Mummy ปี 1999 มีฉากแมลงกินเนื้อคนที่น่าตื่นตาชวนชนลุกและในเวอร์ชั่นนี้ แม้ไม่ใช่แมลงกินคน แต่ก็มีฉากมัมมี่บังคับแมลงให้ได้เห็นเช่นกัน ต่างกันที่ปริมาณแมลงที่ปรากฏบนจอ ซึ่งเวอร์ชั่นนี้แบบว่า… เออ…  ทำไมนางไม่เรียกมามากกว่านี้ให้บ้าคลั่งไปเลย) นอกจากนี้คือมุกตลกที่หนังปี 99 ทำได้ดี ซึ่งเวอร์ชั่นนี้ก็พยายามจะใส่มุกตลกเข้ามาเรื่อยๆ แต่ส่วนตัวมองว่ามันเป็นความพยายามที่ไม่ลงตัวเท่าไหร่

ไม่เพียงตัวละครมัมมี่ที่นำเสนอได้ไม่เด่นเท่าไหร่แล้ว แต่อีก 1 ตัวละครที่น่าเสียดายก็คือ Dr. Henry Jekyll ที่เราเห็นในตัวอย่างและตื่นเต้นที่จะได้เจอพี่แกบนจอว่าจะเป็นตัวเชื่อมไปในหนังเรื่องอื่นๆของจักรวาลนี้ยังไงบ้างและจะมีฉากแปลงร่างเป็น Mr. Hyde ให้เราได้เห็นหรือไม่ (ย้อนกลับไปครั้งหลังสุดที่เราได้เห็นตัวละครนี้ในหนังฟอร์มยักษ์ก็คือ The League of Extraordinary Gentlemen (2003) ซึ่งภาพลักษณ์ของ Mr. Hyde ในเรื่องนั้นก็ยังกับ The Hulk เลย!) ซึ่งพอได้ดูหนังจริงๆ หนังเปิดตัว Dr. Henry Jekyll ได้ดี ดูลึกลับมีเป้าหมายบางอย่างแอบซ่อนอยู่ มีบารมีที่น่าจะคุมตัวละครอื่นๆ คุกคามตัวละครอื่นๆได้แน่นอน แต่ส่วนตัวมองว่าหนังเปิดเผยตัวละครนี้มากไป แถมดันเปิดเผยมาแบบดื๊อๆ เรียบๆ จนน่าเสียดายช่วงเปิดตัวของพี่แกเหลือเกิน ภาพที่เราเห็นเหมือนแค่ผู้ชายที่โมโหร้ายทั่วๆไปเท่านั้น มันคงดีกว่านี้ถ้าทีมงานเลือกนำเสนอตัวละครตัวนี้ให้บทบาทน้อยลง แต่มีพลังในบทมากขึ้นให้แฟนๆได้ตื่นเต้น คล้ายๆการมาของ Nick Fury ในหนัง Iron Man (2008)

ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร Nick และ Jenny ก็มาแบบฉาบฉวย เราไม่รู้ว่าตัวละครนี้ได้รักกันตอนไหน หรือ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เข้าใจกันมากพอที่จะทำให้ Nick ตัดสินใจสำคัญในช่วงท้ายของหนังได้ เช่นเดียวกับความอาฆาตของ Ahmanet ที่เราแทบไม่รู้สึกเลยว่านางโกรธแค้นใคร ต้องการอะไรในการคืนชีพ ทำไมนางถึงอันตรายขนาดนั้น

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่า Tom Cruise จะแสดงเป็น Van Helsing ในหนังใหม่สักเรื่อง แต่ข่าวก็เงียบไปนานนับปี จนพี่แกมีชื่อรับบทนำในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็แอบลุ้นในใจตลอดระหว่างดูว่าหนังอาจเปิดตัว Tom เป็น Van Helsing ในหนังเรื่องนี้ก็เป็นได้ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ความคาดเดาที่ไม่เกิดขึ้น (หนังอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ หากเอานักแสดงคนอื่นมรับบทนำ และให้ Tom Cruise โผล่มาเป็น Van Helsing ช่วยท้ายในหนัง เอาแบบโผล่มาช็อตเดียวช็อคคนดูให้ตะลึงฟินแตกกันไปเลยงี้)

หนังเรื่องนี้เป็นหนังเปิดจักรวาล Dark Universe ซึ่งการใส่ฉากห้องทดลองภายในองค์กรลับเข้ามาก็น่าจะเป็นตัวเรียกน้ำย่อยได้ดีในระดับหนึ่งกับการให้เราได้สังเกตว่าสิ่งของจากอมนุษย์ในห้องนี้มาจากตัวละครอะไรบ้าง ซึ่ง 1ในนั้นคือกะโหลกที่มีเขี้ยวงอกออกมา 2 เขี้ยวที่อาจเป็นของผีดูดเลือดในตำนาน ! (อารมณ์เหมือนฉากห้องเก็บสมบัติของ The Collector  ในหนัง Guardians of the Galaxy ภาคแรกที่มีของมากมายมาวางล่อให้เราสังเกตมันเอง)

ด้านนักแสดง Tom Cruise รับบทตัวละครเหมือนที่เราเห็นในหนัง Mission Impossible ส่วน Sofia Boutella ก็เป็นผู้หญิงที่เมคอัพได้ขึ้นมาก นางเป็นมัมมี่ที่ดูดี แต่บทกลับไม่ได้มีอะไรนัก Annabelle Wallis นี่เล่นหน้าเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ จนไม่รู้ว่าไปสะกิดใจพระเอกได้ตอนไหน รุ่นใหญ่อย่าง Russell Crowe ถือว่าเอาตัวรอดไปได้ในบทนี้ ปิดท้ายที่ Jake Johnson ที่หลักๆคือการแหกปากโวยวาย และบทถูกจับยัดไปเพื่อสร้างความตลกที่กลับไม่ค่อยตลกเลย

โดยสรุป “The Mummy” (2017) เป็นหนังมัมมี่ที่อยู่ในระดับกลางๆ ซึ่งมีฉากแอคชั่นสเกลใหญ่อัดอยู่เพียบ แม้จะมีช่องโหว่อยู่เยอะและเป็นการเปิดจักรวาล Dark Universe ที่น่าผิดหวังไปหน่อย แต่ก็น่าสนใจที่ว่าหนังเรื่องต่อไปที่จะตามออกมาของจักรวาลนี้มันจะไปในทิศทางไหนและทำออกมาได้ดีกว่ารึเปล่า

ตัวอย่าง The Mummy (ซับไทย)

 

ขอบคุณคลิปจาก YouTube UIP Thailand

Advertisements