ระดับความน่าสนใจ : A

ยุคของหนังซูเปอร์ฮีโร่หญิงมาถึงแล้ว

หลังปรากฏตัวครั้งแรกใน Batman v Superman: Dawn of Justice (2016) ในจักรวาลหนัง DC Comics ยุคนี้ การมาของหนัง “Wonder Woman” คือการฉายเดี่ยวของซูเปอร์ฮีโร่หญิงรายนี้แบบเต็มๆตัว ผ่านผู้กำกับหญิง Patty Jenkins (ผู้ที่เคยเกือบได้กำกับ ‘Thor: The Dark World’ ให้ Marvel แล้ว แต่ก็ต้องถอนตัวออกไป เพราะความเห็นไม่ลงรอยกัน) ซึ่งนี่ถือเป็นผลงานที่เป็นสัญญาณดีมากๆและเป็นดั่งแสงสว่างที่ทำให้คนที่เคยหมดศรัทธาในหนังจาก DC Comics ต้องกลับมามีความหวังอีกครั้งโดยตัวหนังนำเสนอซูเปอร์ฮีโร่หญิง ผ่านมุมมองผู้กำกับหญิง ทั้งในแง่ที่เปราะบาง อ่อนไหว มุ่งมั่น เปี่ยมด้วยคุณธรรมและแกร่งจนต้องตะลึงได้อย่างน่าประทับใจ มันครบทุกองค์ประกอบที่หนังซูเปอร์ฮีโร่สักเรื่องพึงมี แม้เนื้อหาจะสูตรสำเร็จ แต่ก็ตรึงเราได้อยู่หมัด

หนังเล่าเรื่องราวของ Diana เจ้าหญิงแห่งเทอมิสกีร่า ที่ได้รับการฝึกฝนให้เป็นนักรบยอดฝีมือ เธอเติบโตที่เกาะอันงดงามที่ถูกซ่อนเอาไว้จากโลกภายนอก กระทั่งวันหนึ่ง เมื่อนักบินชาวอเมริกัน Steve Trevor ได้พุ่งชนชายฝั่งของเกาะแห่งนี้ และบอกเล่าถึงการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่รุนแรงนอกโลก

Diana ต้องทิ้งบ้านเกิดของเธอ โดยถูกโน้มน้าวว่าเธอสามารถหยุดยั้งภัยร้ายได้ในการต่อสู้ไปพร้อมกับเหล่าพวกผู้ชายในสงครามเพื่อยุติทุกการศึก ซึ่งนำพาเธอไปสู่การเปิดมุมมองใหม่ต่อโลกใบนี้และสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘มนุษย์’ รวมถึงเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายที่ถูกเล่าขานมานานนามว่าเทพแห่งสงคราม

สิ่งที่ชอบคือการนำเสนอตัวละคร Diana ถึงการเชื่อมั่นในการช่วยเหลือมนุษย์ด้วยการยุติสงคราม การเชื่อว่ามนุษย์ยังมีความดีในตัว ควรค่าแก่การช่วยเหลือ เราจะสัมผัสได้ถึงความไร้เดียงสาของเธอต่อโลกใบนี้ในช่วงต้น ก่อนที่เธอจะได้เรียนรู้และรับบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ว่า มนุษย์อาจไม่ได้เกิดมาดีพร้อมสมบูรณ์ หนังมีมุกน่ารักๆในช่วงที่ Diana มาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆในสังคมมนุษย์ที่ใส่มาได้ไม่ล้นไม่เกิน ทั้งยังดูใส่ใจในรายละเอียดต่างๆดี ก่อนที่ครั้งหลังจะเราจะได้เห็น Diana ในบุคลิกที่เข้มแข็งขึ้น ดุดันขึ้นและเป็นมนุษย์มากขึ้น

ซีนเหตุการณ์ฝ่าสมรภูมิเป็นซีนแอคชั่นเปิดตัวที่ดีที่สุดฉากหนึ่งของหนังซูเปอร์ฮีโร่ เมื่อกล้องจับภาพ Wonder Woman เต็มตัวยืนกลางสมรภูมิ มันคือซีนที่ทรงพลังมากๆ ยิ่งพอดนตรีขึ้นนี่ขนลุกเลย สง่างามเกินบรรยาย โดยฉากแอคชั่นในเรื่องเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับสิ่งที่ Zack Snyder ทำไว้ใน ‘Man of Steel’ คือเท่และดุดัน ยิ่งการตัดสินใจใช้ภาพสโลว์โมชั่นก็ยิ่งทำให้ Wonder Woman ดูมีความสง่างามน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น

หนังมีช่วงแรกที่ให้อารมณ์คล้าย Thor (2011) กับการอ้างอิงตำนานเทพเจ้าผ่านตัวละครในกลุ่มชุดคอสตูมนักรบโบราณ ส่วนครึ่งหลังเมื่อถึงฉากที่ Steve Trevor ขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าค่ายทหารก็ชวนให้คิดถึง Captain America: The First Avenger (2011) อยู่หน่อยๆ (ประเด็นเทพเจ้าและสงครามโลก)

ด้านนักแสดง Gal Gadot เป็น Wonder Woman ที่ดูสวยและสง่างามมากกว่าที่เราพบเธอครั้งแรกใน BvS ไม่ว่าจะมุมน่ารัก มุมสวย มุมบู๊ดุดันประเภทยกรถถังกระเด็นไปโดนตึกถล่ม เธอดูเป็นฮีโร่ที่เรารู้สึกว่า ‘นี่แหละฮีโร่ที่โลกเราต้องการ’ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะให้ผู้หญิงสักคนมาวิ่งบู๊ฝ่าแดนสงครามได้โคตรเท่และโคตรสง่าขนาดนี้ ส่วน Chris Pine เองก็เป็น Steve Trevor ที่ไม่ใช่ถูกใส่มาเป็นแค่ไม้ประดับ เพราะนอกจากความหล่อแล้ว พี่แกยังมีส่วนช่วยให้ซีนดราม่าดีๆมีพลังเพิ่มขึ้น เคมีคู่พระนางถือว่าลงตัว ส่วนรายอื่นๆก็ทำหน้าที่ได้สมบทบาท

โดยสรุป “Wonder Woman” เป็นหนังฮีโร่จาก DC Comics ที่ทำออกมาได้ดีเยี่ยมในแง่ความบันเทิงและไม่ใช่แค่จะขายแต่ฉากแอคชั่นเท่ๆ แต่ยังใส่ใจในรายละเอียดของตัวบทด้วย ซึ่งความสำเร็จของหนังเรื่องนี้อาจส่งผลให้อนาคตอันใกล้นี้มีหนังฮีโร่(ทั้งชายหรือหญิง)จากฝีมือผู้กำกับหญิงตามออกมาอีกหลายเรื่องก็เป็นได้

ตัวอย่าง Wonder Woman (ซับไทย)

 

 

ขอบคุณคลิปจาก YouTube WarnerBros Thailand

 

 

Advertisements