ระดับความน่าสนใจ : A-

เหตุผลที่มนุษย์สมควรถูกทำลาย

[บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์]

หลังพาเราเดินทางพร้อมคำถามสุดยิ่งใหญ่ว่า ‘ใครเป็นผู้สร้างมนุษย์?’ และ ‘เอเลี่ยน แท้จริงแล้วมาจากไหน?’ ใน Prometheus ผู้กำกับ Ridley Scott ก็กลับมาสู่โลกอันน่าสะพรึงที่ตนเองสร้างขึ้นอีกครั้งใน “Alien: Covenant” ที่เล่าเรื่องราว 10 ปีต่อมาหลังจากเหตุการณ์ใน Prometheus เมื่อ ดร. Elizabeth Shaw และหุ่นแอนดรอยด์ David ตัดสินใจเดินทางข้ามดวงดาวเพื่อออกตามหาดาวของ ‘ผู้สร้าง’ ก่อนที่จะหายสาบสูญไปในจักรวาลและใน Covenant นี้มันมีเนื้อหาที่จะเชื่อมโยงไปสู่หนัง Alien (1979) ซึ่งสิ่งที่ Covenant ทำได้ดีคือการเป็นภาคต่อที่มีการเฉลยปริศนาหลายข้อที่ค้างคาใน Prometheus โดยที่ยังทำหน้าที่กับการขยายจักรวาลของหนังแฟรนไชส์นี้ไปสู่ทิศทางใหม่ๆ ควบคู่กับการดึงเอาอารมณ์ความสยองขวัญแบบดั้งเดิมของตนกลับมาให้แฟนๆได้ใจหายใจไม่ทั่วท้องกันอีกครั้ง

“Alien: Covenant” เล่าเรื่องราวของตัวละครกลุ่มใหม่บนยานอวกาศโคเวแนนท์ ลูกเรือและมนุษย์อีก 2,000 คนบนยานลำนี้กำลังหลับลึกอยู่ในภาวะจำศีล โดยมีภารกิจคือการเดินทางไปยังดาวออริเก-6 อันห่างไกล ณ อีกฟากหนึ่งของกาแล็กซี ซึ่งเหล่าผู้ตั้งถิ่นฐานหวังที่จะสร้างฐานที่มั่นแห่งใหม่ให้แก่มนุษยชาติ แต่ด้วยอุบัติเหตุบางอย่างทำให้เหล่าลูกเรือต้องถูกปลุกขึ้นมาก่อนเวลา พร้อมการค้นพบสัญญาณลึกลับที่ถูกส่งออกมาจากดาวเคราะห์อันห่างไกลที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะการการตั้งถิ่นฐานคล้ายโลก

Oram และ Daniels เป็นผู้นำทีมลงไปสำรวจดาวดวงนี้และค้นหาต้นตอของสัญญาณปริศนา ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สวยงามดั่งสรวงสวรรค์ ความสยองก็จู่โจมเข้ามาหาลูกทีมโคเวแนนท์อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ดุร้าย ทรงพลัง และยากจะต่อกร รวมถึงการมาของคำตอบที่ดำมืดเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้

หาก ‘Prometheus’ เป็นการเปิดเผยให้เราได้รู้ว่าโลกของหนังชุดนี้มีประเด็นที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่กับการมาพร้อมคำถามถึงการกำเนิดมนุษย์ ‘ผู้สร้าง’ และ ‘ผู้ถูกสร้าง’ การมาของ “Alien: Covenant” แม้จะไม่ได้มีประเด็นปรัชญาอะไรใหม่ๆที่น่าตื่นเต้นชวนตะลึงแบบนั้น แต่มันก็เป็นจิ๊กซอว์ที่เข้ามาเติมคำตอบมากมายที่หนังภาคก่อนหน้านี้สร้างไว้ที่ดีและมันก็เป็นดั่งผลงานที่พาเรากลับไปสู่รากเหง้าความสยองชวนลุ้นระทึกแบบที่ปรากฏในหนัง Alien (1979) และ Aliens (1986)

ตัวละครหุ่นแอนดรอยด์เป็นตัวละครสำคัญในหนังแฟรนไชส์ชุดนี้มาตลอดทุกภาค แต่ภาคนี้มีความแตกต่างตรงที่มันมาพร้อมบทบาทที่สั่นสะเทือนหนังทั้งเรื่องได้รุนแรงที่สุด ทั้งยังเข้ามาช่วยขยายประเด็น ‘ผู้สร้าง-ผู้ถูกสร้าง’ ให้แตกยอดออกไปได้อีก (ห่วงโซ่เบื้องต้นที่เรารับรู้มาในหนังภาคก่อนหน้านี้ก็คือ : เอ็นจิเนียร์ >> มนุษย์ >> แอนดรอยด์) เรามักคิดเสมอว่าในหนังชุดนี้ ‘เอเลี่ยน’ เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด แต่ Covenant ก็ตอกเราให้หน้าหงายไปเลยกับการบอกว่ามันยังมีสิ่งที่อันตรายและน่าสะพรึงยิ่งกว่านั้นมาก

หนังมีรายละเอียดมากมายที่ชวนให้นำมาคิดต่อหลังดูจบและได้สังเกตกัน นับตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่สะท้อนภาพของความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ผู้สร้าง-ผู้ถูกสร้าง’ ที่เป็นไปในทางที่อีกฝ่ายถูกกำหนดให้ทำได้เพียงรับใช้อีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว, เพลง Take Me Home, Country Roads (John Denver) ที่มีนัยยะที่น่าเศร้าแฝงอยู่ในที่มาของเสียงเพลงนี้ เมื่อเราได้รับรู้ชะตากรรมของตัวละครหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับมัน (ยิ่งเมื่อมองไปถึงท่อนเพลงที่ว่า Country roads, take me home, To the place I belong), ฉากตัวละคร David สอน Walter เป่าขลุ่ย ที่เป็นดั่งภาพสะท้อนของฉากที่ David เล่นเปียโนให้คุณ Weyland ฟัง แตกต่างกันตรงที่ฉากเป่าขลุ่ยเป็นในแนวการถ่ายทอดความรู้ แต่ฉากเปียโนให้ความรู้สึกว่าแอนดรอยด์ถูกกดขี่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีทางสมบูรณ์ได้เทียบเคียงมนุษย์ (สังเกตจากการเคลื่อนกล้อง มันอาจจะรวมไปถึงเป็นฉากการโชว์เทคนิกพิเศษในการถ่ายทำที่ใช้นักแสดงคนเดียวกับบทบาท 2 ตัวละครด้วยก็ได้), ฉากห้องวิจัยของ David ถ้าสังเกตดีๆจะพบภาพวาดไข่เอเลี่ยนที่ใช้เป็นโปสเตอร์สำหรับประชาสัมพันธ์วัน Alien Day ปี 2017 นี้ด้วย

นอกจากนี้ก็คือคลิปหนังสั้นในชื่อ ‘The Crossing’ ที่เล่าเรื่องราวของ ดร. Elizabeth Shaw และ David ที่สตูดิโอ Fox ปล่อยออนไลน์ออกมาให้ชมก่อนหนังออกฉายทั่วโลก ความยาว 3 นาทีนั้นมีเพียงบางฟุตเตจของมันเท่านั้นที่ปรากฏในตัวหนังฉบับเต็ม ซึ่งส่วนตัวชอบที่หนังเลือกใช้มาเป็นบางส่วน เพราะมันทำให้จังหวะหนังกระชับขึ้น

ฝั่งนักนักแสดง แม้ Katherine Waterston จะแสดงได้เหมาะกับหญิงแกร่งจำเป็นในการต่อกรกับเอเลี่ยน แต่ส่วนตัวก็ยังคงมองว่ายังน่าจดจำน้อยกว่า Noomi Rapace ใน ‘Prometheus’ (อาจเพราะเจ๊ Rapace มีฉากผ่าตัดที่สุดจะตราตรึงด้วย) แต่รายที่เด่นที่สุดก็คือ Michael Fassbender ในบทหุ่นยนต์ที่ไร้อารมณ์ แต่แผ่รังสีอำมหิตชวนน่าขนลุกปกคลุมหนังไปทั้งเรื่อง และที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือ James Franco กับบทบาทที่ “ร้อนแรง” และสำคัญที่สุดของเรื่อง!!

โดยสรุป “Alien: Covenant” หนังจากความโหดที่จัดมาสมเรท R แล้ว (ฉากเอเลี่ยนในห้องพยาบาลเป็นอะไรที่น่าตื่นตระหนกมาก) หนังยังมีงานด้านโปรดักชั่นต่างๆที่น่าชื่นชม หนังประสบความสำเร็จในการทำให้เรารู้สึก ‘หดหู่’ กับชะตากรรมตัวละครฝ่ายมนุษย์และสร้างความน่าตื่นเต้นได้ดีในฉากเอเลี่ยนแบบที่สมการรอคอย แม้การเล่าเรื่องในช่วงแรกจะเอื่อยๆไปบ้าง แต่สิ่งที่น่าปรบมือที่สุดก็คือบทสรุปของหนังภาคนี้ที่เหมือนลุง Ridley Scott ได้บอกใบ้กับเราว่าเรื่องราวในหนัง ‘Alien’ ทั้ง 4 ภาคเก่านั้น มันอาจเป็นเพียงแค่เสี้ยวเหตุการณ์หนึ่งของจักรวาลอันยิ่งใหญ่ที่น่าสะพรึงนี่เท่านั้น เพราะความรู้สึกสุดท้ายหลังหนังจบลงก็คือหนังยังสามารถแตกหน่อเรื่องราวออกไปได้อีกมากกับการเล่าเรื่องที่เป็นไปได้ทั้งสเกลเล็กหรือใหญ่ ซึ่งแฟนๆยังคงต้องตั้งตารอคอยต่อไป!

Alien: Covenant – Prologue: The Crossing (ซับไทย)

 

ขอบคุณที่มาจาก YouTube thailandfox
Advertisements